บทความทั้งหมด

สุขภาพทางเพศ

หนองในที่ตา คืออะไร? ตาแดง มีขี้ตาเป็นหนอง อาจไม่ใช่ตาแดงธรรมดา!

ตาแดง มีขี้ตาเยอะ เปลือกตาบวม หรือปวดตาผิดปกติ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงเยื่อบุตาอักเสบทั่วไป แต่รู้หรือไม่ว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่าง โรคหนองใน (Gonorrhea) ก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณดวงตาได้เช่นกัน

แม้หนองในที่ตาจะพบไม่บ่อยเท่าการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศ แต่เป็นภาวะที่ไม่ควรมองข้าม เพราะบางรายอาจมีอาการรุนแรงอย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลต่อกระจกตาหรือการมองเห็นได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

บทความนี้จะพาไปรู้จักสาเหตุ อาการ วิธีสังเกต ความเสี่ยง และแนวทางป้องกันหนองในที่ตา

1. หนองในที่ตา คืออะไร?

หนองในที่ตา หรือ Gonococcal Conjunctivitis เป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae บริเวณเยื่อบุตา ซึ่งเป็นเยื่อบาง ๆ ที่ปกคลุมตาขาวและด้านในเปลือกตา

แบคทีเรียชนิดนี้เป็นสาเหตุของโรคหนองใน ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

เมื่อเชื้อเข้าสู่ดวงตา อาจทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง มีหนองจำนวนมาก เปลือกตาบวม และในบางรายเชื้ออาจลุกลามไปยังกระจกตา

สิ่งสำคัญคือ หนองในที่ตาไม่ได้เกิดจากการมองเห็นผู้ติดเชื้อ และไม่ได้เกิดจากการสบตากัน แต่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสสารคัดหลั่งที่มีเชื้อเข้าสู่บริเวณดวงตา

2. หนองในสามารถเข้าสู่ดวงตาได้อย่างไร?

หลายคนเข้าใจว่าหนองในเกิดขึ้นได้เฉพาะบริเวณอวัยวะเพศเท่านั้น แต่ความจริงแล้วเชื้อสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณอื่นได้ รวมถึงดวงตา

ช่องทางที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อ ได้แก่

1. มือที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งสัมผัสดวงตา

หากมือสัมผัสสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ แล้วนำมือไปจับหรือขยี้ตา เชื้ออาจเข้าสู่เยื่อบุตาได้

2. สารคัดหลั่งที่มีเชื้อสัมผัสดวงตาโดยตรง

การสัมผัสสารคัดหลั่งที่มีเชื้อบริเวณดวงตาอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้

3. การติดเชื้อในทารกแรกเกิด

ทารกอาจได้รับเชื้อระหว่างการคลอดจากผู้คลอดที่มีการติดเชื้อหนองใน และเกิดเยื่อบุตาอักเสบรุนแรงได้

การติดเชื้อหนองในที่ตาจึงไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนต้องมีอาการหนองในบริเวณอวัยวะเพศร่วมด้วยเสมอไป


3. หนองในที่ตา มีอาการอย่างไร?

อาการของหนองในที่ตาอาจเริ่มต้นคล้ายเยื่อบุตาอักเสบจากสาเหตุอื่น แต่บางรายมีการอักเสบรุนแรงและเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

อาการที่อาจพบ ได้แก่

3.1 ตาแดงมากผิดปกติ

เยื่อบุตาอาจแดงจัดจากการอักเสบ บางรายมีอาการตาแดงเพียงข้างเดียวในช่วงแรก ก่อนที่จะมีอาการอีกข้างตามมา

3.2 มีขี้ตาหรือหนองจำนวนมาก

เป็นอาการสำคัญที่ควรระวัง โดยอาจมีสารคัดหลั่งข้นสีเหลืองหรือเหลืองเขียวออกจากดวงตาจำนวนมาก

บางรายเช็ดออกแล้วมีหนองสะสมขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การมีหนองไม่ได้ยืนยันว่าเป็นหนองใน เพราะแบคทีเรียชนิดอื่นก็ทำให้เกิดอาการลักษณะนี้ได้

3.3 เปลือกตาบวม

การอักเสบอาจทำให้เปลือกตาบวมมาก บางรายลืมตาลำบาก หรือรู้สึกตึงบริเวณรอบดวงตา

3.4 ปวดหรือระคายเคืองตา

อาจมีอาการแสบตา เจ็บตา รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในดวงตา หรือมีน้ำตาไหลมาก

3.5 มองเห็นผิดปกติ

หากการอักเสบลุกลามไปยังกระจกตา อาจมีอาการปวดตามาก แพ้แสง ตามัว หรือมองเห็นลดลง ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตราย

หากตาแดงมากร่วมกับมีหนองจำนวนมาก ควรได้รับการตรวจประเมินในวันเดียวกัน ไม่ควรรอจนเกิดอาการตามัว


4. หนองในที่ตา ต่างจากตาแดงทั่วไปอย่างไร?

เยื่อบุตาอักเสบสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย หรือภูมิแพ้ ซึ่งมีอาการบางอย่างคล้ายกัน

ลักษณะอาการสิ่งที่อาจพบตาแดงจากไวรัสตาแดง น้ำตาไหล มีขี้ตาใส อาจมีอาการหวัดร่วมด้วยตาแดงจากภูมิแพ้คันตาเด่น น้ำตาไหล มักเป็นทั้งสองข้างตาแดงจากแบคทีเรียทั่วไปมีขี้ตาข้นหรือหนอง เปลือกตาติดกันหลังตื่นนอนหนองในที่ตาอาจตาแดงรุนแรง หนองจำนวนมาก เปลือกตาบวม และลุกลามเร็ว

ตารางนี้เป็นเพียงลักษณะที่อาจพบ ไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคได้ด้วยตนเอง

การแยกสาเหตุจำเป็นต้องอาศัยการตรวจที่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือมีประวัติความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

5. หนองในที่ตา อันตรายแค่ไหน?

สิ่งที่ทำให้หนองในที่ตาแตกต่างจากตาแดงทั่วไปบางชนิด คือความสามารถในการทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงและกระทบกระจกตาได้

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • กระจกตาอักเสบ
  • กระจกตาเกิดแผล
  • กระจกตาทะลุในรายที่รุนแรง
  • การมองเห็นลดลง
  • สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

ดังนั้น หากสงสัยหนองในที่ตา ควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน แม้ยังไม่มีอาการตามัวก็ตาม


6. สงสัยหนองในที่ตา ควรทำอย่างไร?

1. อย่าปล่อยอาการไว้นาน

หากมีตาแดงมาก หนองจำนวนมาก หรือเปลือกตาบวมอย่างชัดเจน ควรไปสถานพยาบาลเพื่อรับการตรวจโดยเร็ว

2. ล้างมือให้สะอาด

ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด โดยเฉพาะหลังสัมผัสบริเวณดวงตาหรือเช็ดสารคัดหลั่ง

หลีกเลี่ยงการขยี้ตา เพราะอาจทำให้ระคายเคืองมากขึ้นและเพิ่มการปนเปื้อน

3. ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น

ควรแยกของใช้ที่สัมผัสบริเวณใบหน้าและดวงตา เช่น ผ้าเช็ดหน้าและผ้าเช็ดตัว และรักษาความสะอาดของสิ่งของเหล่านี้

4. แจ้งประวัติความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา

หากมีประวัติสัมผัสสารคัดหลั่งที่อาจมีเชื้อ หรือมีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรแจ้งผู้ประเมินสุขภาพ

ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้พิจารณาการตรวจได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

5. ตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจน

การตรวจอาจรวมถึงการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากดวงตาเพื่อตรวจหาเชื้อ และพิจารณาตรวจบริเวณอื่นตามประวัติความเสี่ยง

หากยืนยันว่าติดเชื้อหนองใน อาจจำเป็นต้องประเมินคู่นอนร่วมด้วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำและการส่งต่อเชื้อ


7. อาการแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล?

สัญญาณอันตรายที่ควรได้รับการดูแลเร่งด่วน ได้แก่

🚨 ปวดตามากผิดปกติ

🚨 แพ้แสงอย่างชัดเจน

🚨 ตามัวหรือมองเห็นลดลง

🚨 กระจกตาดูขุ่นผิดปกติ

🚨 เปลือกตาบวมมากหรือมีหนองจำนวนมาก

อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อหรือการอักเสบรุนแรงที่เสี่ยงกระทบต่อการมองเห็น

ไม่ควรรอให้อาการหายเอง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการปวดตารุนแรงหรือการมองเห็นเปลี่ยนแปลง


8. วิธีลดความเสี่ยงหนองในที่ตา

แม้หนองในที่ตาจะไม่ได้พบได้บ่อย แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยพฤติกรรมที่เหมาะสม

รักษาความสะอาดของมือ

ล้างมือหลังสัมผัสสารคัดหลั่งหรือบริเวณที่อาจมีการปนเปื้อน ก่อนนำมือมาสัมผัสดวงตา

หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตาโดยไม่จำเป็น

โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มืออาจสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้อื่น

ป้องกันความเสี่ยงจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ใช้วิธีป้องกันที่เหมาะสมกับกิจกรรมทางเพศ และตรวจคัดกรองตามความเสี่ยง

ตรวจเมื่อมีความเสี่ยง แม้ไม่มีอาการ

การติดเชื้อหนองในบางตำแหน่งอาจไม่มีอาการชัดเจน จึงไม่ควรใช้เพียงความรู้สึกว่าร่างกายปกติเป็นเครื่องยืนยันว่าไม่มีการติดเชื้อ

9. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนองในที่ตา

Q: หนองในที่ตาเกิดได้แม้ไม่มีอาการบริเวณจุดซ่อนเร้นหรือไม่?

ได้ เพราะการติดเชื้อหนองในบางตำแหน่งอาจไม่มีอาการ และอาการที่ตาไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกับอาการบริเวณอื่นเสมอไป

Q: มีขี้ตาสีเหลือง แปลว่าเป็นหนองในหรือไม่?

ไม่จำเป็น ขี้ตาสีเหลืองหรือหนองอาจเกิดจากแบคทีเรียหลายชนิด จึงต้องตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม

Q: หนองในที่ตาทำให้ตาบอดได้จริงหรือไม่?

เป็นไปได้ในกรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่อกระจกตา แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ติดเชื้อทุกคนจะสูญเสียการมองเห็น การได้รับการดูแลอย่างรวดเร็วช่วยลดความเสี่ยงได้

Q: หนองในที่ตาติดต่อจากการใช้ห้องน้ำร่วมกันหรือไม่?

ไม่ใช่ช่องทางการติดต่อที่พบตามปกติ การติดเชื้อเกี่ยวข้องกับการที่สารคัดหลั่งซึ่งมีเชื้อเข้าสู่บริเวณดวงตาโดยตรงหรือผ่านการปนเปื้อนที่มือ

Q: ถ้ามีอาการแค่ตาแดง แต่ไม่มีหนอง ควรสงสัยหนองในหรือไม่?

ตาแดงเพียงอย่างเดียวมีสาเหตุได้มากมาย ไม่สามารถสรุปว่าเป็นหนองใน หากมีประวัติความเสี่ยงหรืออาการผิดปกติควรได้รับการประเมินตามความเหมาะสม

สรุป: หนองในไม่ได้เกิดได้เฉพาะบริเวณจุดซ่อนเร้น

หนองในที่ตาเป็นการติดเชื้อที่อาจทำให้เกิดเยื่อบุตาอักเสบรุนแรง โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการตาแดงมาก มีหนองจำนวนมาก เปลือกตาบวม หรือปวดตาผิดปกติ

แม้อาการดังกล่าวอาจเกิดจากการติดเชื้อชนิดอื่นได้เช่นกัน แต่ไม่ควรมองข้ามความเสี่ยง เพราะหนองในที่ตาสามารถส่งผลต่อกระจกตาและการมองเห็นได้

จำไว้ว่า “ตาแดงมีหนอง อย่ารอจนการมองเห็นมีปัญหา”

การรู้จักอาการ สังเกตความผิดปกติ และตรวจหาสาเหตุอย่างเหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพดวงตา

Share

facebookline