บทความทั้งหมด

สุขภาพทางเพศ
คันในร่มผ้า เกิดจากอะไร? อย่าเพิ่งรีบซื้อยามาทา เพราะอาการคันไม่ได้แปลว่าเป็นเชื้อราเสมอไป
คันในร่มผ้า เกิดจากอะไร? อย่าเพิ่งรีบซื้อยามาทา เพราะอาการคันไม่ได้แปลว่าเป็นเชื้อราเสมอไป
อาการ คันบริเวณร่มผ้า ขาหนีบ หรือต้นขาด้านใน เป็นปัญหาผิวหนังที่พบได้บ่อยทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะในคนที่เหงื่อออกง่าย ออกกำลังกายเป็นประจำ ใส่เสื้อผ้ารัดแน่น หรืออยู่ในสภาพอากาศร้อนชื้น
เมื่อเริ่มมีอาการ หลายคนมักคิดทันทีว่า “เป็นเชื้อราแน่ ๆ” แล้วซื้อยาฆ่าเชื้อราหรือยาทาผื่นมาใช้เอง แต่ในความเป็นจริง อาการคันบริเวณร่มผ้าเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ความอับชื้น การเสียดสี การแพ้หรือระคายเคือง ไปจนถึงโรคผิวหนังและการติดเชื้อ
ดังนั้น ก่อนเลือกยาทา ควรลองสังเกตว่า ผื่นมีลักษณะอย่างไร เกิดบริเวณไหน มีขุยหรือไม่ มีอาการแสบ เจ็บ หรือตุ่มร่วมด้วยหรือเปล่า เพราะรายละเอียดเหล่านี้ช่วยแยกสาเหตุได้มากกว่าดูจากคำว่า “คัน” เพียงอย่างเดียว
1. เชื้อราที่ขาหนีบ หนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อย
เชื้อราบริเวณขาหนีบ หรือที่เรียกว่า Tinea cruris เจริญได้ดีในบริเวณที่มีความอบอุ่นและอับชื้น จึงพบได้ง่ายในคนที่เหงื่อออกมาก ใส่กางเกงรัดแน่น หรือปล่อยให้เสื้อผ้าเปียกเหงื่ออยู่เป็นเวลานาน
ลักษณะที่มักพบ ได้แก่ ผื่นแดง คัน มีขุย ขอบผื่นค่อนข้างชัด และผื่นอาจค่อย ๆ ขยายออก บางคนมีผื่นบริเวณต้นขาด้านในทั้งสองข้าง
นอกจากนี้ หากมีเชื้อราที่เท้าร่วมด้วย เชื้ออาจกระจายจากเท้ามายังขาหนีบผ่านมือ เสื้อผ้า หรือผ้าเช็ดตัวได้
จึงไม่ควรดูแลเฉพาะอาการคันเพียงอย่างเดียว แต่ควรสังเกตด้วยว่ามีเชื้อราบริเวณอื่นร่วมด้วยหรือไม่
2. ความอับชื้นและเหงื่อ ไม่ได้เป็นเชื้อราทุกครั้ง
อากาศร้อน เหงื่อออกมาก และการระบายอากาศไม่ดี สามารถทำให้ผิวบริเวณที่สัมผัสกันเกิดการอักเสบได้
ภาวะนี้มักพบตาม ขาหนีบ ใต้ราวนม รักแร้ หรือบริเวณรอยพับของร่างกาย ผิวอาจแดง แสบ คัน หรือรู้สึกระคายเคือง โดยเฉพาะหลังออกกำลังกายหรืออยู่กลางอากาศร้อนเป็นเวลานาน
ดังนั้น การมีผื่นแดงในบริเวณร่มผ้าจึง ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นเชื้อราเสมอไป
3. การเสียดสี ยิ่งเดินยิ่งแสบ ยิ่งเกายิ่งระคายเคือง
ต้นขาที่เสียดสีกัน เสื้อผ้ารัดแน่น การออกกำลังกาย หรือการเดินเป็นเวลานาน สามารถทำให้ผิวเกิดการเสียดสีจนแดงและระคายเคืองได้
ลักษณะที่พบอาจเป็น ผิวแดง แสบ ร้อน คัน หรือถลอก โดยเฉพาะบริเวณที่ผิวสัมผัสกันโดยตรง
หากยังคงใส่เสื้อผ้ารัดหรือปล่อยให้บริเวณนั้นมีเหงื่อและความชื้นอยู่ตลอด อาการก็อาจเป็นมากขึ้น
และเมื่อเริ่มคันแล้วเกาซ้ำ ๆ ผิวจะยิ่งอักเสบและเกิดแผลตามมาได้
4. แพ้หรือระคายเคืองจากผลิตภัณฑ์ที่สัมผัสผิว
หากอาการคันเริ่มขึ้นหลังจากเปลี่ยนผลิตภัณฑ์บางอย่าง ควรนึกถึง ผื่นแพ้สัมผัสหรือผื่นระคายเคือง ด้วย
ตัวกระตุ้นอาจมาจากสบู่ เจลอาบน้ำ ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผลิตภัณฑ์กำจัดขน หรือผลิตภัณฑ์อื่นที่สัมผัสบริเวณดังกล่าว
ผื่นจากการระคายเคืองอาจมีทั้ง คัน แสบ แดง ผิวแห้ง หรือลอก
หากสงสัยผลิตภัณฑ์ใด ควรหยุดใช้ชั่วคราวและสังเกตว่าอาการดีขึ้นหรือไม่
5. ผื่นบริเวณร่มผ้าอาจเกิดจากโรคผิวหนังอื่น
นอกจากเชื้อราและการระคายเคืองแล้ว ยังมีโรคผิวหนังอีกหลายชนิดที่เกิดบริเวณรอยพับหรือขาหนีบได้ เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบ สะเก็ดเงินบางรูปแบบ หรือการติดเชื้อชนิดอื่น
บางภาวะมีหน้าตาคล้ายเชื้อรามาก ทำให้การดูจากรูปหรืออาการเพียงอย่างเดียวอาจแยกได้ยาก
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า หากใช้ยาด้วยตัวเองแล้วไม่ดีขึ้น หรือผื่นกลับเป็นมากขึ้น ควรได้รับการประเมินใหม่แทนการเปลี่ยนยาไปเรื่อย ๆ
ทำไม “ยิ่งเกา ยิ่งคัน”?
เวลาคัน เรามักรู้สึกว่าการเกาช่วยให้อาการดีขึ้นชั่วคราว แต่การเกาซ้ำ ๆ สามารถทำลายเกราะป้องกันผิว ทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น
จึงเกิดวงจรที่เรียกง่าย ๆ ว่า
คัน → เกา → ผิวอักเสบ → คันมากขึ้น → เกามากขึ้น
หากเการุนแรงจนผิวถลอกหรือเป็นแผล ยังเปิดโอกาสให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ผิวหนังและเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนได้
ดังนั้น เป้าหมายหนึ่งของการดูแลคือพยายาม ลดความชื้น ลดสิ่งกระตุ้น และหลีกเลี่ยงการเกา
คันในร่มผ้า ควรดูแลตัวเองอย่างไร?
ในช่วงที่มีอาการ ควรรักษาบริเวณดังกล่าวให้สะอาดและแห้ง หลังอาบน้ำควรซับผิวให้แห้งโดยไม่ถูแรง หากเหงื่อออกมากควรเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่ควรปล่อยให้กางเกงหรือชุดชั้นในที่ชื้นเหงื่อสัมผัสผิวเป็นเวลานาน
เลือกเสื้อผ้าที่ ไม่รัดแน่นและระบายอากาศได้ดี รวมถึงหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ หากสงสัยว่าเป็นสาเหตุของการระคายเคือง
หากสงสัยเชื้อรา ควรเลือกยาตามลักษณะของผื่นและใช้ให้เหมาะสม ไม่ควรหยุดยาเพียงเพราะอาการคันดีขึ้นในช่วงแรกโดยไม่ได้ใช้ตามระยะเวลาที่แนะนำของผลิตภัณฑ์หรือบุคลากรทางการแพทย์
ระวัง “ยาทาผสมสเตียรอยด์” ใช้ผิดอาจทำให้ดูเหมือนดีขึ้น
อีกปัญหาที่พบได้คือ เมื่อมีผื่นคันแล้วใช้ครีมที่มี สเตียรอยด์ผสม โดยไม่ทราบสาเหตุของผื่น
สเตียรอยด์สามารถลดแดงและลดคันได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้รู้สึกว่า “ยาตัวนี้ดีมาก”
แต่หากผื่นนั้นเกิดจากเชื้อรา การกดการอักเสบโดยไม่ได้ควบคุมเชื้ออย่างเหมาะสมอาจทำให้ ลักษณะของผื่นเปลี่ยนไป เชื้อยังคงอยู่ และวินิจฉัยได้ยากขึ้น
ดังนั้น ไม่ควรเลือกยาจากความแรงหรือจากความรู้สึกว่า “ทาแล้วหายคันเร็ว” เพียงอย่างเดียว
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเชื้อราหรือไม่?
ไม่มีอาการใดอาการหนึ่งที่ใช้ยืนยันได้ทุกกรณี แต่สิ่งที่ช่วยประกอบการประเมิน ได้แก่
ตำแหน่งของผื่น + รูปร่างของผื่น + ขอบผื่น + ขุย + ความชื้น + สิ่งกระตุ้น + ระยะเวลาที่เป็น
ตัวอย่างเช่น ผื่นคันที่มีขอบชัดและมีขุยอาจทำให้นึกถึงเชื้อรามากขึ้น ขณะที่ผื่นที่เกิดทันทีหลังเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ใหม่อาจทำให้นึกถึงการแพ้หรือระคายเคืองมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ลักษณะเหล่านี้สามารถซ้อนทับกันได้ จึงไม่ควรใช้เป็นการวินิจฉัยด้วยตัวเองแบบเด็ดขาด
อาการแบบไหนควรได้รับการตรวจ?
ควรพบแพทย์หรือปรึกษาเภสัชกร หาก ผื่นลามอย่างรวดเร็ว ปวดหรือบวมมาก มีแผล มีตุ่มน้ำ มีหนอง มีไข้ มีน้ำเหลือง ผิวแตกเป็นแผล เป็นซ้ำบ่อย หรือใช้การดูแลเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น
หากผื่นอยู่ใกล้บริเวณจุดซ่อนเร้นและมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีตุ่ม แผล ของเหลวผิดปกติ หรือมีประวัติความใกล้ชิดที่มีความเสี่ยง ก็ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม เพราะสาเหตุอาจไม่ใช่เชื้อราที่ขาหนีบทั่วไป
สรุป: คันในร่มผ้า อย่าเพิ่งเดาว่าเป็นเชื้อรา
อาการคันบริเวณร่มผ้าสามารถเกิดได้จาก เชื้อรา ความอับชื้น เหงื่อ การเสียดสี การแพ้หรือระคายเคือง รวมถึงโรคผิวหนังชนิดอื่น
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การรีบหาครีมที่ “แก้คันแรงที่สุด” แต่คือการหาว่า คันจากอะไร