บทความทั้งหมด

สุขภาพทั่วไป
เชื้อราที่ผิวหนัง คืออะไร? ผื่นคันเป็นวง ขอบแดง ลอกเป็นขุย ต้องดูแลอย่างไร?
เชื้อราที่ผิวหนัง คืออะไร? ผื่นคันเป็นวง ขอบแดง ลอกเป็นขุย ต้องดูแลอย่างไร?
มี ผื่นคัน เป็นวง ขอบแดง ผิวลอกเป็นขุย และรู้สึกว่ายิ่งเหงื่อออกยิ่งคัน หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงผื่นแพ้หรือผิวระคายเคือง แต่จริง ๆ แล้วอาการเหล่านี้อาจเกิดจาก “เชื้อราที่ผิวหนัง” ได้
เชื้อราที่ผิวหนังพบได้ค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะบริเวณที่ อุ่น ชื้น มีเหงื่อสะสม หรืออับจากเสื้อผ้าและรองเท้า หากดูแลไม่เหมาะสม ผื่นอาจค่อย ๆ ขยายวงหรือลามไปบริเวณอื่นได้
เชื้อราที่ผิวหนังเกิดจากอะไร?
เชื้อราที่ผิวหนังเกิดจากเชื้อราหลายชนิด โดยกลุ่มที่พบบ่อยคือ Dermatophytes ซึ่งสามารถเจริญอยู่บริเวณผิวหนังชั้นนอก เส้นผม และเล็บ
โรคในกลุ่มนี้หลายคนรู้จักในชื่อ “กลาก” โดยชื่อเรียกอาจแตกต่างกันตามตำแหน่งที่เกิด เช่น
- เชื้อราบริเวณลำตัว
- เชื้อราบริเวณขาหนีบ
- เชื้อราที่เท้าหรือฮ่องกงฟุต
- เชื้อราบริเวณหนังศีรษะ
- เชื้อราที่เล็บ
แต่ผื่นเชื้อราไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันทุกตำแหน่ง จึงไม่ควรใช้เพียงภาพตัวอย่างจากอินเทอร์เน็ตเพื่อวินิจฉัยตัวเอง
เชื้อราที่ผิวหนัง มีอาการอย่างไร?
อาการแตกต่างกันได้ในแต่ละคนและแต่ละตำแหน่ง แต่ลักษณะที่พบได้บ่อย ได้แก่
1. ผื่นแดงเป็นวง
ลักษณะที่หลายคนนึกถึงคือ ผื่นเป็นวงหรือคล้ายวงแหวน โดยบริเวณขอบผื่นอาจแดง นูน หรือมีขุยชัดกว่าตรงกลาง
บางครั้งตรงกลางของผื่นอาจดูจางลง ทำให้เห็นเป็นวงค่อนข้างชัด
อย่างไรก็ตาม เชื้อราไม่ได้ทำให้เกิดผื่นเป็นวงชัดเจนทุกคน
2. มีอาการคัน
ผื่นเชื้อรามักมีอาการคันร่วมด้วย และบางคนอาจรู้สึกคันมากขึ้นเมื่อ
- เหงื่อออก
- อากาศร้อน
- ใส่เสื้อผ้ารัดแน่น
- อยู่ในบริเวณอับชื้นเป็นเวลานาน
การเกาอาจทำให้ผิวถลอก ระคายเคือง และเพิ่มโอกาสเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้
3. ผิวลอกหรือเป็นขุย
บริเวณที่ติดเชื้ออาจมีลักษณะ แห้ง ลอก เป็นขุย หรือแตก โดยเฉพาะบริเวณเท้า ซอกนิ้ว หรือบริเวณที่มีการเสียดสี
4. ผื่นค่อย ๆ ขยาย
หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ผื่นอาจค่อย ๆ ขยายจากบริเวณเดิม หรือเกิดผื่นใหม่บริเวณอื่นได้
การเกาแล้วใช้มือสัมผัสบริเวณอื่น รวมถึงการใช้ของส่วนตัวร่วมกัน อาจมีส่วนทำให้เชื้อกระจายได้
เชื้อราที่ผิวหนังมักเกิดบริเวณไหน?
เชื้อราสามารถเกิดได้หลายบริเวณ แต่ตำแหน่งที่พบได้บ่อย ได้แก่ ลำตัว ขาหนีบ เท้า ซอกนิ้วเท้า และบริเวณที่อับชื้นหรือมีเหงื่อสะสม
ตัวอย่างเช่น คนที่ใส่รองเท้าปิดเป็นเวลานานอาจมีความชื้นสะสมบริเวณเท้า ขณะที่ผู้ที่ออกกำลังกายหรือเหงื่อออกมากอาจพบปัญหาในบริเวณที่มีการเสียดสีและอับชื้นได้ง่ายขึ้น
เชื้อราที่ผิวหนังติดต่อได้ไหม?
เชื้อราที่ผิวหนังบางชนิดสามารถติดต่อได้ ผ่านการสัมผัสโดยตรง หรือผ่านสิ่งของและพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ
ตัวอย่างเช่น
- ใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกัน
- ใช้เสื้อผ้าหรือรองเท้าร่วมกัน
- สัมผัสผิวหนังของผู้ที่มีเชื้อ
- สัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อบางชนิด
- เดินเท้าเปล่าในพื้นที่ส่วนกลางที่มีความชื้น เช่น ห้องอาบน้ำหรือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
ดังนั้น การแยกของใช้ส่วนตัวและรักษาความสะอาดจึงมีความสำคัญ
เชื้อราที่ผิวหนังกับผื่นแพ้ ต่างกันอย่างไร?
นี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หลายคนเลือกยาทาผิด
เชื้อราที่ผิวหนัง อาจมีผื่นเป็นวง ขอบค่อนข้างชัด มีขุย คัน และค่อย ๆ ขยายออก
ส่วน ผื่นแพ้หรือผิวหนังอักเสบ อาจมีอาการแดง คัน แห้ง ลอก หรือมีน้ำเหลืองได้เช่นกัน และบางครั้งอาจมีลักษณะคล้ายเชื้อรามาก
นอกจากนี้ โรคสะเก็ดเงิน ผื่นแพ้สัมผัส และโรคผิวหนังชนิดอื่นก็สามารถเลียนแบบลักษณะของเชื้อราได้
ดังนั้น หากลักษณะผื่นไม่ชัดเจนหรือใช้ยาแล้วไม่ดีขึ้น ควรได้รับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ
เป็นเชื้อราที่ผิวหนัง ควรดูแลอย่างไร?
หลักสำคัญคือ “สะอาด + แห้ง + ลดความอับชื้น”
ควรดูแลดังนี้
- ทำความสะอาดบริเวณที่เป็นและเช็ดให้แห้ง
- เปลี่ยนเสื้อผ้าหลังออกกำลังกายหรือมีเหงื่อมาก
- เปลี่ยนถุงเท้าทุกวันและไม่ปล่อยให้เท้าอับชื้น
- เลือกเสื้อผ้าที่ไม่รัดแน่นจนเกินไป
- ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า รองเท้า หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงการเกาผื่น
- ซักและทำความสะอาดเสื้อผ้าหรือของใช้ที่สัมผัสบริเวณผื่นเป็นประจำ
กรณีที่เป็นบริเวณกว้าง หนังศีรษะ เล็บ หรือไม่ตอบสนองต่อยาทา อาจต้องได้รับการประเมินว่าจำเป็นต้องใช้ยารับประทานหรือไม่
ระวัง! ครีมผสมสเตียรอยด์กับผื่นเชื้อรา
หนึ่งในปัญหาที่พบได้คือ ผู้ที่มีผื่นคันซื้อ ครีมผสมสเตียรอยด์ มาทาโดยคิดว่าเป็นผื่นแพ้
สเตียรอยด์สามารถลดอาการแดงและคันได้รวดเร็ว ทำให้รู้สึกว่า “ยาทาแล้วดีขึ้น”
แต่ถ้าผื่นนั้นเกิดจากเชื้อรา การใช้สเตียรอยด์โดยไม่เหมาะสมอาจกดการอักเสบของผิว ทำให้ เชื้อรายังคงอยู่ ลุกลาม และลักษณะผื่นเปลี่ยนไปจนวินิจฉัยยากขึ้น ภาวะนี้เรียกว่า tinea incognito
ดังนั้น หากสงสัยเชื้อรา ไม่ควรเลือกครีมผสมสเตียรอยด์มาทาเองโดยไม่ทราบตัวยาและสาเหตุของผื่น
ทำไมทายาฆ่าเชื้อราแล้วไม่หาย?
หากใช้ยาแล้วผื่นยังไม่ดีขึ้น อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ใช้ยาไม่ต่อเนื่อง ระยะเวลาสั้นเกินไป บริเวณที่เป็นยังอับชื้น มีการติดเชื้อซ้ำจากของใช้ หรือจริง ๆ แล้วผื่นไม่ได้เกิดจากเชื้อรา
ดังนั้นการเพิ่มยา เปลี่ยนยา หรือซื้อครีมหลายชนิดมาทาสลับกันเองอาจไม่ใช่คำตอบ
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?
ควรเข้ารับการประเมินหาก
- ผื่นลามอย่างรวดเร็วหรือเป็นบริเวณกว้าง
- ผื่นบวมแดง เจ็บ หรือมีหนอง
- มีไข้ร่วมด้วย
- เป็นบริเวณหนังศีรษะหรือเล็บ
- เป็นซ้ำบ่อย
- ใช้ยาฆ่าเชื้อราอย่างเหมาะสมแล้วไม่ดีขึ้น
- ไม่แน่ใจว่าเป็นเชื้อราหรือโรคผิวหนังชนิดอื่น
- มีโรคประจำตัวหรือภาวะภูมิคุ้มกันต่ำที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง
สรุป
เชื้อราที่ผิวหนัง อาจทำให้เกิดผื่นคัน เป็นวง ขอบแดง ผิวลอกเป็นขุย และผื่นค่อย ๆ ขยายออก โดยเฉพาะบริเวณที่อุ่นและอับชื้น
หัวใจสำคัญของการดูแลคือ รักษาความสะอาด ทำผิวให้แห้ง ลดความอับชื้น ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และเลือกยาฆ่าเชื้อราให้เหมาะสม
และอย่าลืมว่า ผื่นคันไม่ได้หมายถึงเชื้อราเสมอไป หากผื่นมีลักษณะผิดปกติ ลามมาก หรือใช้ยาแล้วไม่ดีขึ้น ควรตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจนก่อนเปลี่ยนหรือเพิ่มยา
ผื่นคันเป็นวง อย่าเพิ่งเดาว่าเป็นผื่นแพ้ — รู้สาเหตุให้ชัด จะได้เลือกการดูแลให้ถูกวิธี