บทความทั้งหมด

สุขภาพทั่วไป

เริมที่ปาก คืออะไร? ตุ่มน้ำที่ริมฝีปาก อาการแบบไหน และควรดูแลอย่างไร

เริมที่ปาก คืออะไร? ตุ่มน้ำที่ริมฝีปาก อาการแบบไหน และควรดูแลอย่างไร

มีอาการแสบ คัน หรือยิบ ๆ ที่ริมฝีปาก แล้วตามมาด้วยตุ่มน้ำเล็ก ๆ ขึ้นเป็นกลุ่ม หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงร้อนในหรือริมฝีปากระคายเคือง แต่ลักษณะดังกล่าวอาจเป็น “เริมที่ปาก” (Cold sore / Oral herpes) ได้

เริมที่ปากสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ และในช่วงที่มีตุ่มหรือแผลสามารถส่งต่อเชื้อไปยังผู้อื่นได้ จึงควรรู้จักอาการตั้งแต่ระยะแรก รวมถึงวิธีดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม

เริมที่ปากเกิดจากอะไร?

เริมที่ปากเกิดจากเชื้อ Herpes simplex virus (HSV) โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ HSV-1 แต่ HSV-2 ก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณปากได้เช่นกัน

หลังได้รับเชื้อ เชื้อสามารถหลบอยู่ในระบบประสาทของร่างกาย แม้ตุ่มหรือแผลจะหายแล้ว เชื้อไม่ได้ถูกกำจัดออกจากร่างกายทั้งหมด จึงสามารถกลับมากำเริบเป็นซ้ำในภายหลังได้

บางคนอาจได้รับเชื้อแต่ไม่เคยมีอาการชัดเจนเลยก็ได้


เริมที่ปากมีอาการอย่างไร?

อาการของเริมอาจแตกต่างกันในแต่ละคน โดยอาการที่พบได้ ได้แก่

1. แสบ คัน หรือยิบ ๆ บริเวณริมฝีปาก

ก่อนเห็นตุ่ม บางคนจะรู้สึกคัน แสบ ตึง หรือยิบ ๆ บริเวณเดิม อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นก่อนตุ่มปรากฏ

หากเป็นเริมซ้ำบ่อย หลายคนจะเริ่มจำอาการเตือนของตัวเองได้

2. มีตุ่มน้ำเล็ก ๆ ขึ้นเป็นกลุ่ม

หลังจากมีอาการแสบหรือยิบ ๆ อาจพบตุ่มน้ำใสขนาดเล็กหลายตุ่มอยู่รวมกัน โดยมักเกิดบริเวณขอบริมฝีปากหรือผิวหนังรอบปาก

บริเวณดังกล่าวอาจรู้สึกเจ็บหรือแสบได้

3. ตุ่มแตกและตกสะเก็ด

ตุ่มน้ำอาจแตก กลายเป็นแผลตื้น ๆ แล้วค่อย ๆ แห้งและตกสะเก็ด ก่อนที่ผิวหนังจะฟื้นตัวตามลำดับ

ควรหลีกเลี่ยงการแกะสะเก็ด เพราะอาจทำให้บริเวณนั้นระคายเคืองและเพิ่มโอกาสเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

4. เริมสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้

หลังจากอาการหาย เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย และอาจกลับมากำเริบได้อีก

ปัจจัยกระตุ้นในแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่อาจพบความสัมพันธ์กับ

  • ความเครียด
  • พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • เจ็บป่วยหรือมีไข้
  • แสงแดด
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
  • ภาวะที่ร่างกายอ่อนล้า

บางคนเป็นเพียงครั้งเดียว ขณะที่บางคนอาจกลับมาเป็นซ้ำเป็นระยะ

เริมที่ปากกับร้อนใน ต่างกันอย่างไร?

สองภาวะนี้มักถูกเรียกสลับกัน แต่จริง ๆ แล้วมีลักษณะต่างกัน

เริมที่ปาก มักเกิดบริเวณขอบริมฝีปากหรือผิวหนังรอบปาก อาจเริ่มจากอาการแสบ คัน หรือยิบ ๆ แล้วเกิดตุ่มน้ำเล็ก ๆ รวมกันเป็นกลุ่ม

ส่วน แผลร้อนใน (Aphthous ulcer) มักเป็นแผลภายในช่องปาก เช่น ด้านในริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม หรือลิ้น และไม่ได้เกิดจากเชื้อ HSV

ดังนั้น หากมี “ตุ่มน้ำเป็นกลุ่มบริเวณขอบริมฝีปาก” โดยเฉพาะถ้าเคยเกิดซ้ำบริเวณเดิม ควรนึกถึงเริมที่ปากมากกว่าร้อนใน

เริมที่ปากติดต่อได้อย่างไร?

เชื้อสามารถส่งต่อผ่านการสัมผัสบริเวณที่มีเชื้อ รวมถึงสารคัดหลั่งจากบริเวณปาก

ช่วงที่มีตุ่มน้ำหรือแผลเป็นช่วงที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่สิ่งสำคัญคือ แม้ไม่มีแผลให้เห็น ก็ยังสามารถมีการปล่อยเชื้อจากผิวหนังหรือน้ำลายได้ในบางช่วง

ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้การมองว่า “ไม่มีตุ่มแล้ว” เป็นหลักประกันว่าไม่มีโอกาสส่งต่อเชื้อเลย

เป็นเริมที่ปาก ควรดูแลอย่างไร?

หากมีอาการ สามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการแกะ บีบ หรือจับตุ่มโดยไม่จำเป็น
  • ล้างมือด้วยสบู่และน้ำหลังสัมผัสบริเวณที่เป็น
  • ไม่ใช้แก้วน้ำ ลิปบาล์ม เครื่องสำอาง หรือของใช้ส่วนตัวที่สัมผัสปากร่วมกับผู้อื่น
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณแผลกับผู้อื่นขณะมีอาการ
  • หลีกเลี่ยงการใช้มือที่เพิ่งสัมผัสแผลไปจับหรือขยี้ตา
  • พักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่สังเกตว่าเกี่ยวข้องกับการกำเริบ

เริมที่ปากใช้ยาอะไร?

ยาต้านไวรัสสามารถช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการได้ในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อเริ่มใช้ตั้งแต่ระยะแรกของอาการ

ชนิดยา ขนาดยา และระยะเวลาการใช้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นครั้งแรกหรือเป็นซ้ำ ความรุนแรงของอาการ อายุ การทำงานของไต และปัจจัยสุขภาพอื่น ๆ

จึงไม่ควรใช้ขนาดยาของผู้อื่นหรือเพิ่มขนาดยาด้วยตนเอง หากไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

เริมที่ปากหายขาดไหม?

ปัจจุบันยังไม่มียาที่กำจัดเชื้อ HSV ออกจากร่างกายได้ทั้งหมด เมื่อได้รับเชื้อแล้ว เชื้อสามารถอยู่ในร่างกายในระยะสงบและกลับมากำเริบได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าจะมีตุ่มตลอดเวลา หลายคนไม่มีอาการเป็นเวลานาน และเมื่อกำเริบสามารถดูแลเพื่อลดอาการและระยะเวลาของโรคได้

สำหรับผู้ที่กลับมาเป็นซ้ำบ่อยหรือมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน แพทย์อาจประเมินว่าจำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัสในรูปแบบป้องกันต่อเนื่องหรือไม่

เริมขึ้นใกล้ตา ต้องระวัง

หากสงสัยว่าเชื้อเริมเกี่ยวข้องกับบริเวณดวงตา ไม่ควรรอดูอาการเอง เพราะ HSV สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อที่กระจกตาและส่งผลต่อการมองเห็นได้

ควรรีบพบแพทย์หากมีอาการ เช่น

มีตุ่มหรือแผลใกล้ดวงตาร่วมกับอาการทางตา

  • ปวดตามาก
  • ตาแดง
  • แพ้แสง
  • ตามัวหรือมองเห็นผิดปกติ

และควรหลีกเลี่ยงการขยี้ตาหลังสัมผัสบริเวณที่เป็นเริม

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

นอกจากอาการเกี่ยวกับดวงตาแล้ว ควรเข้ารับการประเมินหาก

  • อาการรุนแรงหรือแผลกระจายมาก
  • เจ็บมากจนรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำลำบาก
  • อาการไม่ดีขึ้นตามที่ควร
  • กลับมาเป็นซ้ำบ่อยมาก
  • มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ไม่แน่ใจว่าตุ่มหรือแผลที่เกิดขึ้นเป็นเริมหรือโรคอื่น

ตุ่มบริเวณริมฝีปากไม่ได้เกิดจากเริมทุกกรณี การตรวจโดยบุคลากรทางการแพทย์จะช่วยแยกจากภาวะอื่นได้


สรุป

เริมที่ปาก มักเริ่มจากอาการแสบ คัน ตึง หรือยิบ ๆ ก่อนเกิดตุ่มน้ำเล็ก ๆ เป็นกลุ่มบริเวณริมฝีปาก ตุ่มอาจแตก ตกสะเก็ด และค่อย ๆ ดีขึ้น แต่เชื้อสามารถอยู่ในร่างกายและกลับมาเป็นซ้ำได้

ช่วงที่มีอาการควร หลีกเลี่ยงการแกะหรือสัมผัสแผล ล้างมือหลังสัมผัส ไม่ใช้ของส่วนตัวที่สัมผัสปากร่วมกัน และลดการสัมผัสบริเวณแผลกับผู้อื่น

หากเริ่มมีอาการและสงสัยเริม การประเมินตั้งแต่ระยะแรกมีประโยชน์ เพราะยาต้านไวรัสบางชนิดให้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มใช้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ช่วงต้น

รู้ทันอาการ • ลดการสัมผัส • ดูแลตั้งแต่เริ่ม

Share

facebookline