ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทความทั้งหมดซิฟิลิส (Syphilis): ภัยเงียบจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ไม่ควรมองข้าม

สุขภาพทางเพศ

ซิฟิลิส (Syphilis): ภัยเงียบจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ไม่ควรมองข้าม

เผยแพร่โดย เกรซ ฟาร์ม่า ·

ซิฟิลิส (Syphilis): ภัยเงียบจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ไม่ควรมองข้าม

ซิฟิลิส (Syphilis) คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีมาตั้งแต่ในอดีต แต่ยังคงเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือการใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น ซึ่งโรคนี้หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม สามารถพัฒนาไปสู่ระยะที่รุนแรงและส่งผลเสียถาวรต่ออวัยวะภายใน รวมถึงระบบประสาทและหัวใจได้


สาเหตุของโรคซิฟิลิส

โรคซิฟิลิสเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ Treponema pallidum ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุผิวหนังที่มีบาดแผล หรือผ่านทางเยื่อเมือกในร่างกาย โดยการติดต่อส่วนใหญ่เกิดขึ้นจาก:

  • การมีเพศสัมพันธ์ทั้งทางช่องคลอด ทางทวารหนัก และทางปาก
  • การติดต่อจากแม่สู่ทารกในครรภ์ (Congenital syphilis)
  • ในบางกรณีหายาก: การสัมผัสเลือดหรือของเหลวจากผู้ติดเชื้อผ่านบาดแผลเปิด

อาการของโรคซิฟิลิส

โรคซิฟิลิสมีการดำเนินโรคเป็นระยะ ซึ่งแต่ละระยะมีอาการแตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 4 ระยะหลัก ได้แก่

1. ระยะแรก (Primary syphilis)

  • อาการสำคัญคือ แผลริมแข็ง (chancre) ซึ่งเป็นแผลเดี่ยว ขอบเรียบ ฐานแผลแข็ง ไม่เจ็บปวด
  • มักเกิดบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือปาก ตามตำแหน่งที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย
  • แผลมักหายได้เองภายใน 3-6 สัปดาห์ แม้ไม่ได้รักษา แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกายและจะเข้าสู่ระยะต่อไป

2. ระยะที่สอง (Secondary syphilis)

  • เกิดหลังจากแผลริมแข็งหายไปไม่กี่สัปดาห์ถึงหลายเดือน
  • อาการทั่วไป ได้แก่:
  • ผื่นขึ้นทั่วตัว โดยเฉพาะที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า
  • มีไข้ ปวดหัว เจ็บคอ
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • อ่อนเพลีย
  • อาจมีหูดขนาดเล็กบริเวณอวัยวะเพศ (condyloma lata)
  • ระยะนี้เชื้อแพร่กระจายทั่วร่างกาย ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้ง่ายมาก

3. ระยะซ่อนเร้น (Latent syphilis)

  • ไม่มีอาการใดๆ แต่ตรวจเลือดแล้วยังพบเชื้อ
  • แบ่งเป็นระยะต้น (early latent) ซึ่งเกิดภายใน 1 ปีหลังติดเชื้อ และระยะยาว (late latent) หากเกิน 1 ปี
  • ผู้ป่วยในระยะนี้อาจไม่รู้ตัวว่าเป็นโรค และสามารถอยู่ได้นานเป็นสิบปีหากไม่ได้รับการรักษา

4. ระยะสุดท้าย (Tertiary syphilis)

  • พบได้เพียงประมาณ 15-30% ของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษา
  • อาจเกิดขึ้นหลังจากได้รับเชื้อนานถึง 10-30 ปี
อาการที่พบได้ ได้แก่:
  • การทำลายอวัยวะภายใน เช่น หัวใจ หลอดเลือด ตับ กระดูก
  • โรคซิฟิลิสระบบประสาท (neurosyphilis): อาจทำให้สูญเสียการทรงตัว ชัก หรือมีอาการทางจิต
  • โรคซิฟิลิสของดวงตา (ocular syphilis): อาจทำให้ตาบอดถาวร
  • การเกิดก้อนอักเสบ (gumma) ในอวัยวะต่างๆ

ซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis)

  • เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อถ่ายทอดเชื้อสู่ลูกในครรภ์
  • ทำให้ทารกแท้ง คลอดก่อนกำหนด หรือตายคลอด
  • ทารกที่คลอดรอด อาจมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท การได้ยิน ดวงตา และฟัน
  • การฝากครรภ์และตรวจคัดกรองซิฟิลิสตั้งแต่ต้นเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด



การวินิจฉัย
การวินิจฉัยซิฟิลิสอาศัย:
1. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
  • ตรวจเลือดแบบ non-treponemal tests เช่น VDRL, RPR
  • ตรวจยืนยันด้วย treponemal tests เช่น TPHA, FTA-ABS
  • ตรวจน้ำไขสันหลังในกรณีที่สงสัย neurosyphilis
2. การตรวจร่างกาย
  • แพทย์จะประเมินอาการ ร่วมกับผลเลือด เพื่อแยกแยะระยะของโรค

การรักษาโรคซิฟิลิส

โรคซิฟิลิสสามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที

แนวทางการรักษา:

  • ยาหลักคือ Benzathine penicillin G ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  • ในผู้ป่วยแพ้เพนิซิลลิน อาจใช้ doxycycline หรือ tetracycline ทดแทน (แต่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์)
  • ในกรณีของ neurosyphilis ต้องให้ยาเข้าหลอดเลือดดำในโรงพยาบาล

หมายเหตุ: หลังเริ่มรักษา อาจเกิดอาการ Jarisch-Herxheimer reaction ซึ่งเป็นไข้ ปวดเมื่อย และหนาวสั่นจากการที่เชื้อถูกทำลาย แต่จะหายไปภายใน 24 ชั่วโมง

การป้องกันโรคซิฟิลิส

แม้โรคนี้จะสามารถรักษาได้ แต่การป้องกันยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด


แนวทางป้องกัน:
  • ใช้ถุงยางอนามัย ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะกับคู่นอนใหม่หรือไม่ทราบประวัติสุขภาพ
  • หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • ตรวจสุขภาพและตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ
  • สื่อสารอย่างตรงไปตรงมากับคู่นอน ถึงสุขภาพทางเพศและผลการตรวจโรค
  • ผู้หญิงตั้งครรภ์ ควรตรวจเลือดหาโรคซิฟิลิสระหว่างการฝากครรภ์ทุกครั้ง
  • หากสงสัยว่าตนเองติดเชื้อ ควรงดมีเพศสัมพันธ์และเข้ารับการตรวจทันที


บทสรุป

โรคซิฟิลิสอาจเป็น "ภัยเงียบ" เพราะอาการมักไม่เด่นชัดในระยะแรก และสามารถหายได้เองชั่วคราว ทำให้หลายคนละเลยการตรวจรักษา แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในระยะยาว

โชคดีที่โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้หากตรวจพบเร็ว และการป้องกันก็สามารถทำได้ไม่ยาก ดังนั้น การมีความรู้ ความตระหนักรู้ในเรื่องสุขภาพทางเพศ และการดูแลตนเองให้ปลอดภัย คือกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคซิฟิลิสและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

FacebookLINE