ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทความทั้งหมดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) รู้เท่าทัน ป้องกันได้

สุขภาพทางเพศ

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) รู้เท่าทัน ป้องกันได้

เผยแพร่โดย เกรซ ฟาร์ม่า ·

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) รู้เท่าทัน ป้องกันได้

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์คืออะไร?

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) คือกลุ่มของโรคที่สามารถแพร่จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก โรคเหล่านี้เกิดจากเชื้อหลายชนิด เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต หรือเชื้อรา ซึ่งบางชนิดอาจไม่แสดงอาการในช่วงแรก ทำให้มีโอกาสแพร่กระจายได้โดยไม่รู้ตัว

ตัวอย่างของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อย

1. หนองในแท้ (Gonorrhea)
  • สาเหตุ: เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae
  • อาการ:
  • ชาย: ปัสสาวะแสบขัด มีหนองจากอวัยวะเพศ
  • หญิง: ตกขาวผิดปกติ เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ หรือปัสสาวะ
  • หากไม่รักษา: อาจทำให้เป็นหมัน หรือเกิดการติดเชื้อรุนแรงในอุ้งเชิงกราน



2. หนองในเทียม (Chlamydia)
  • สาเหตุ: แบคทีเรีย Chlamydia trachomatis
  • อาการ: ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ แต่สามารถทำให้เป็นหมันหรือเกิดการอักเสบในอวัยวะสืบพันธุ์



3. ซิฟิลิส (Syphilis)
  • สาเหตุ: แบคทีเรีย Treponema pallidum
  • ระยะของโรค:
  • ระยะที่ 1: มีแผลริมแข็งที่อวัยวะเพศ
  • ระยะที่ 2: ผื่นตามตัว ปวดเมื่อย
  • ระยะที่ 3: อาการทางสมอง หัวใจ หรือเสียชีวิต
  • เป็นโรคที่อันตรายแต่สามารถรักษาให้หายขาดได้หากตรวจพบเร็ว



4. เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes)
  • สาเหตุ: เชื้อไวรัส Herpes Simplex Virus (HSV) ชนิดที่ 1 หรือ 2
  • อาการ: มีตุ่มใสหรือแผลเจ็บที่อวัยวะเพศ มักเป็นซ้ำได้
  • ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่สามารถควบคุมด้วยยา



5. หูดหงอนไก่ (Condyloma Acuminata)
  • สาเหตุ: เชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus)
  • อาการ: มีตุ่มหรือก้อนลักษณะคล้ายหงอนไก่ที่อวัยวะเพศหรือทวารหนัก
  • บางสายพันธุ์ของ HPV สามารถทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้


6. เอชไอวี/เอดส์ (HIV/AIDS)
  • สาเหตุ: ไวรัส HIV
  • ผลกระทบ: ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ติดเชื้ออื่นได้ง่าย
  • ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่สามารถใช้ยาต้านไวรัสควบคุมโรคได้



การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  1. ใช้ถุงยางอนามัย ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  2. มีคู่นอนเพียงคนเดียว หรือหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  3. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การมีเพศสัมพันธ์ขณะมึนเมา
  4. ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อมีพฤติกรรมเสี่ยง
  5. ฉีดวัคซีนป้องกัน เช่น วัคซีน HPV หรือวัคซีนตับอักเสบบี
  6. พูดคุยอย่างเปิดใจ กับคู่นอนเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพทางเพศ



เมื่อต้องสงสัยว่าติดโรค ควรทำอย่างไร?
  • อย่าตกใจ เพราะหลายโรครักษาได้
  • รีบไปพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้อง
  • งดการมีเพศสัมพันธ์ จนกว่าจะรักษาหาย
  • แจ้งคู่นอน ให้มาตรวจและรักษาเช่นกัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (FAQs)

❓1. ถ้าไม่มีอาการ แปลว่าไม่ติดโรคใช่ไหม?

ไม่เสมอไปครับ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด เช่น หนองในเทียม หรือเริม อาจไม่แสดงอาการเลยในระยะแรก หรือแสดงอาการเพียงเล็กน้อยจนสังเกตไม่เห็น แต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้ เพราะฉะนั้น แม้ไม่มีอาการ ก็ควรตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหากมีพฤติกรรมเสี่ยง

❓2. การมีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือทวารหนัก เสี่ยงติดโรคไหม?

เสี่ยงครับ ไม่ว่าจะเป็นเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนัก ต่างก็มีความเสี่ยงในการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งสิ้น โดยเฉพาะหากไม่มีการป้องกันด้วยถุงยางอนามัย และในบางกรณี อาจเสี่ยงติดเชื้อที่คอ ทวารหนัก หรือช่องปากด้วย

❓3. ใช้ถุงยางอนามัยแล้ว ยังติดโรคได้ไหม?

ลดความเสี่ยงได้มาก แต่ไม่ 100% ถุงยางอนามัยเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดในปัจจุบัน แต่ก็ยังมีโอกาสเล็ดลอดของเชื้อโรคบางชนิด เช่น HPV หรือเริม ที่อาจติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนังรอบนอกรอยถุงยางได้ ดังนั้นการใช้ถุงยางควบคู่กับการตรวจสุขภาพสม่ำเสมอคือแนวทางที่ดีที่สุด

❓4. ถ้าเคยติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แล้ว หายขาดได้ไหม?

  • บางโรคหายได้ เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม ซิฟิลิส สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ
  • บางโรคควบคุมได้แต่ไม่หายขาด เช่น เริม หรือเอชไอวี ซึ่งต้องกินยาต่อเนื่องเพื่อควบคุมโรค

❓5. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีผลต่อการตั้งครรภ์หรือไม่?

มีผลแน่นอนครับ ผู้หญิงที่ติดโรคบางชนิดขณะตั้งครรภ์ เช่น ซิฟิลิส หนองใน หรือ HPV อาจส่งผลให้ลูกเกิดมาผิดปกติ ติดเชื้อขณะคลอด หรือแท้งได้ แพทย์มักจะแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ตรวจหาโรคเหล่านี้เป็นประจำ

แนะนำเพิ่มเติม: การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  • สามารถตรวจได้ที่ไหนบ้าง?
  • โรงพยาบาลของรัฐและเอกชน
  • คลินิกนิรนาม
  • สถานพยาบาลที่ให้บริการด้านเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะ
  • คลินิกเอดส์บางแห่งให้บริการฟรี
  • ควรตรวจบ่อยแค่ไหน?
  • ทุก 6 เดือน ถึง 1 ปี หากมีเพศสัมพันธ์เป็นประจำหรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • ทันที หากมีอาการผิดปกติ เช่น คัน มีตุ่ม แผล หรือตกขาวผิดปกติ

ส่งท้าย

การมีเพศสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งที่สำคัญคือ "ความรับผิดชอบต่อสุขภาพของตนเองและผู้อื่น" การมีความรู้เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การป้องกันอย่างถูกต้อง และการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และไม่ต้องกลัวโรคอีกต่อไป

FacebookLINE