แผลริมอ่อน (Chancroid)
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่หลายคนไม่รู้จัก แต่ไม่ควรมองข้าม
“แผลริมอ่อน” หรือชื่อทางการแพทย์ว่า Chancroid เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi ลักษณะเด่นที่สำคัญคือการเกิดแผลที่อวัยวะเพศ ซึ่งมีลักษณะนุ่ม เจ็บ และมักมีลักษณะหนองหรือขอบแผลขรุขระแตกต่างจากแผลของโรคซิฟิลิสซึ่งไม่เจ็บ และมีขอบแผลแข็ง
แม้ว่าในปัจจุบัน “แผลริมอ่อน” จะพบน้อยลงในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย แต่ก็ยังถือเป็นปัญหาสำคัญในบางกลุ่มประชากร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเข้าถึงระบบสาธารณสุขต่ำ หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสูง หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง และเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
สาเหตุของแผลริมอ่อน
เชื้อก่อโรคคือแบคทีเรียแกรมลบชื่อ Haemophilus ducreyi ซึ่งมีลักษณะเป็นเชื้อก่อหนอง พบได้เฉพาะในมนุษย์ เชื้อนี้จะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังหรือเยื่อบุที่มีรอยถลอกเล็ก ๆ ขณะมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ โดยการติดต่อเกิดจาก:
- การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย (ทั้งช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก)
- การสัมผัสโดยตรงกับแผลที่อวัยวะเพศของผู้ติดเชื้อ
- ในบางกรณีอาจติดต่อผ่านอุปกรณ์ทางเพศหรือของใช้ส่วนตัวที่ปนเปื้อนเชื้อ
การแพร่กระจายของโรคมักสัมพันธ์กับพฤติกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยง เช่น มีคู่นอนหลายคน การค้าบริการทางเพศ และการไม่ใช้ถุงยางอนามัย
กลไกการเกิดโรค
เมื่อเชื้อ H. ducreyi เข้าสู่ผิวหนังหรือเยื่อบุที่บอบบาง เชื้อจะทำให้เกิดการอักเสบเฉพาะที่ภายในไม่กี่วัน โดยเริ่มจากการเกิดตุ่มแดงที่มีอาการปวด ต่อมาเนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะกลายเป็นแผลเปิด ลึก และมีหนองบริเวณตรงกลางแผล เชื้อยังสามารถแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ ทำให้เกิดการบวมโตและกลายเป็นฝีหนอง
สิ่งที่ทำให้แผลริมอ่อนแตกต่างจากโรคซิฟิลิสคือแผลจะเจ็บปวดมาก ขอบแผลขรุขระไม่เรียบ และไม่แข็ง ส่วนซิฟิลิสแผลจะไม่เจ็บ ขอบแผลเรียบ และมีลักษณะแข็ง
อาการแสดงของแผลริมอ่อน
อาการของโรคจะเริ่มปรากฏหลังได้รับเชื้อประมาณ 4–10 วัน โดยมีลักษณะอาการดังนี้:
1. อาการของแผล:
- เริ่มจากตุ่มแดงขนาดเล็กบริเวณอวัยวะเพศ แล้วกลายเป็นแผลเปิดภายใน 1–2 วัน
- แผลมีขอบขรุขระ ไม่เรียบ อาจลึก และมักมีหนองตรงกลาง
- แผลมักมีจำนวนมากกว่า 1 แผล และมีความเจ็บปวดมาก
- กลิ่นอาจเหม็นเนื่องจากมีการติดเชื้อหนองร่วม
- ในผู้ชาย มักพบบริเวณปลายองคชาต หนังหุ้มปลาย หรือโคนอวัยวะเพศ
- ในผู้หญิง มักพบแผลบริเวณแคมใหญ่ แคมเล็ก ช่องคลอด หรือบริเวณรอบทวารหนัก
2. อาการที่ต่อมน้ำเหลือง:
- ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบ (groin lymph nodes) มักบวมโตในข้างเดียว หรือทั้งสองข้าง
- อาจเกิดการอักเสบลุกลามจนกลายเป็นฝี (inguinal bubo)
- ฝีอาจแตกออกมาเป็นรู มีหนองไหล ซึ่งเพิ่มโอกาสติดต่อให้ผู้อื่น
การวินิจฉัยโรค
การวินิจฉัยแผลริมอ่อนอาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากแผลมีลักษณะคล้ายกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นหลายชนิด เช่น:
- ซิฟิลิสระยะแรก (chancre)
- เริมอวัยวะเพศ (genital herpes)
- แผลจากการบาดเจ็บ หรือมะเร็งผิวหนังบางชนิด
วิธีการวินิจฉัย:
- การซักประวัติทางเพศ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด
- การเก็บตัวอย่างจากแผลหรือหนอง ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อย้อมสีแกรมหาหลักฐานของเชื้อ H. ducreyi
- การเพาะเชื้อ (culture) บนอาหารเฉพาะทาง ซึ่งทำได้ยากและใช้เฉพาะในสถานพยาบาลระดับสูง
- การตรวจ PCR เพื่อยืนยันเชื้อโดยใช้เทคโนโลยีทางพันธุกรรม ซึ่งมีความแม่นยำสูง
- การตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย เช่น ซิฟิลิส, HIV, หนองในแท้/เทียม, เริม
การรักษา
แผลริมอ่อนสามารถรักษาให้หายได้หากได้รับยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม โดยต้องรักษาตั้งแต่ระยะแรกเพื่อป้องกันการลุกลามและแพร่กระจาย
ยาที่ใช้รักษาหลัก ได้แก่:
- Azithromycin ขนาด 1 กรัม รับประทานเพียงครั้งเดียว
- Ceftriaxone ขนาด 250 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามครั้งเดียว
- Ciprofloxacin 500 มก. วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 3 วัน
- Erythromycin 500 มก. วันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน
ในกรณีที่มีฝีหนองที่ขาหนีบ อาจต้องทำการเจาะระบายหนองร่วมด้วยภายใต้การดูแลของแพทย์
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่:
- การลุกลามของแผลจนเป็นแผลเรื้อรัง
- การเกิดแผลเป็นถาวรที่อวัยวะเพศ
- ภาวะตีบแคบของท่อปัสสาวะหรือช่องคลอด
- ภาวะฝีแตกติดเชื้อซ้ำซ้อน
- การแพร่เชื้อไปยังคู่นอนหลายคนโดยไม่รู้ตัว
- เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) เพราะแผลเปิดทำให้ไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย
การป้องกันแผลริมอ่อน
- ใช้ถุงยางอนามัย ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
- มีคู่นอนเพียงคนเดียว และตรวจสุขภาพเป็นประจำ
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่มีแผลบริเวณอวัยวะเพศ
- งดเพศสัมพันธ์ในช่วงที่มีอาการหรืออยู่ระหว่างการรักษา
- เข้ารับการตรวจและรักษาพร้อมคู่นอน เพื่อป้องกันการกลับมาติดเชื้อซ้ำ
- ส่งเสริมความรู้ทางเพศศึกษาและสุขอนามัยทางเพศ
แผลริมอ่อนในมุมมองสาธารณสุข
ในระดับโลก แผลริมอ่อนเคยเป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะในแอฟริกา เอเชีย และบางส่วนของละตินอเมริกา อย่างไรก็ตาม อัตราการพบโรคลดลงอย่างมากหลังจากมีการรณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัยและเข้าถึงยาปฏิชีวนะได้ง่ายขึ้น
ในประเทศไทย แม้จะไม่ใช่โรคที่พบได้บ่อยเหมือนในอดีต แต่ยังสามารถพบได้ในกลุ่มชายหญิงวัยทำงาน กลุ่มคนข้ามเพศ ผู้ค้าบริการทางเพศ และกลุ่มที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
หน่วยงานสาธารณสุขควรให้ความรู้เรื่องโรคนี้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น เพื่อส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย และลดการตีตราผู้ติดเชื้อ
สรุป
แผลริมอ่อนเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถรักษาให้หายได้ แต่หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างทันท่วงที อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง รวมถึงเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ HIV การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง การป้องกันที่เหมาะสม และการไม่ละอายที่จะไปพบแพทย์ คือกุญแจสำคัญในการควบคุมโรคนี้ให้หมดไปจากสังคม
