ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทความทั้งหมดแผลริมอ่อน (Chancroid) โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่หลายคนไม่รู้จัก แต่ไม่ควรมองข้าม

สุขภาพทางเพศ

แผลริมอ่อน (Chancroid) โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่หลายคนไม่รู้จัก แต่ไม่ควรมองข้าม

เผยแพร่โดย เกรซ ฟาร์ม่า ·

แผลริมอ่อน (Chancroid)

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่หลายคนไม่รู้จัก แต่ไม่ควรมองข้าม



“แผลริมอ่อน” หรือชื่อทางการแพทย์ว่า Chancroid เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi ลักษณะเด่นที่สำคัญคือการเกิดแผลที่อวัยวะเพศ ซึ่งมีลักษณะนุ่ม เจ็บ และมักมีลักษณะหนองหรือขอบแผลขรุขระแตกต่างจากแผลของโรคซิฟิลิสซึ่งไม่เจ็บ และมีขอบแผลแข็ง

แม้ว่าในปัจจุบัน “แผลริมอ่อน” จะพบน้อยลงในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย แต่ก็ยังถือเป็นปัญหาสำคัญในบางกลุ่มประชากร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเข้าถึงระบบสาธารณสุขต่ำ หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสูง หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง และเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี (HIV)


สาเหตุของแผลริมอ่อน

เชื้อก่อโรคคือแบคทีเรียแกรมลบชื่อ Haemophilus ducreyi ซึ่งมีลักษณะเป็นเชื้อก่อหนอง พบได้เฉพาะในมนุษย์ เชื้อนี้จะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังหรือเยื่อบุที่มีรอยถลอกเล็ก ๆ ขณะมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ โดยการติดต่อเกิดจาก:

  • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย (ทั้งช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก)
  • การสัมผัสโดยตรงกับแผลที่อวัยวะเพศของผู้ติดเชื้อ
  • ในบางกรณีอาจติดต่อผ่านอุปกรณ์ทางเพศหรือของใช้ส่วนตัวที่ปนเปื้อนเชื้อ


การแพร่กระจายของโรคมักสัมพันธ์กับพฤติกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยง เช่น มีคู่นอนหลายคน การค้าบริการทางเพศ และการไม่ใช้ถุงยางอนามัย

กลไกการเกิดโรค

เมื่อเชื้อ H. ducreyi เข้าสู่ผิวหนังหรือเยื่อบุที่บอบบาง เชื้อจะทำให้เกิดการอักเสบเฉพาะที่ภายในไม่กี่วัน โดยเริ่มจากการเกิดตุ่มแดงที่มีอาการปวด ต่อมาเนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะกลายเป็นแผลเปิด ลึก และมีหนองบริเวณตรงกลางแผล เชื้อยังสามารถแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ ทำให้เกิดการบวมโตและกลายเป็นฝีหนอง

สิ่งที่ทำให้แผลริมอ่อนแตกต่างจากโรคซิฟิลิสคือแผลจะเจ็บปวดมาก ขอบแผลขรุขระไม่เรียบ และไม่แข็ง ส่วนซิฟิลิสแผลจะไม่เจ็บ ขอบแผลเรียบ และมีลักษณะแข็ง


อาการแสดงของแผลริมอ่อน

อาการของโรคจะเริ่มปรากฏหลังได้รับเชื้อประมาณ 4–10 วัน โดยมีลักษณะอาการดังนี้:

1. อาการของแผล:

  • เริ่มจากตุ่มแดงขนาดเล็กบริเวณอวัยวะเพศ แล้วกลายเป็นแผลเปิดภายใน 1–2 วัน
  • แผลมีขอบขรุขระ ไม่เรียบ อาจลึก และมักมีหนองตรงกลาง
  • แผลมักมีจำนวนมากกว่า 1 แผล และมีความเจ็บปวดมาก
  • กลิ่นอาจเหม็นเนื่องจากมีการติดเชื้อหนองร่วม
  • ในผู้ชาย มักพบบริเวณปลายองคชาต หนังหุ้มปลาย หรือโคนอวัยวะเพศ
  • ในผู้หญิง มักพบแผลบริเวณแคมใหญ่ แคมเล็ก ช่องคลอด หรือบริเวณรอบทวารหนัก

2. อาการที่ต่อมน้ำเหลือง:

  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบ (groin lymph nodes) มักบวมโตในข้างเดียว หรือทั้งสองข้าง
  • อาจเกิดการอักเสบลุกลามจนกลายเป็นฝี (inguinal bubo)
  • ฝีอาจแตกออกมาเป็นรู มีหนองไหล ซึ่งเพิ่มโอกาสติดต่อให้ผู้อื่น



การวินิจฉัยโรค

การวินิจฉัยแผลริมอ่อนอาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากแผลมีลักษณะคล้ายกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นหลายชนิด เช่น:

  • ซิฟิลิสระยะแรก (chancre)
  • เริมอวัยวะเพศ (genital herpes)
  • แผลจากการบาดเจ็บ หรือมะเร็งผิวหนังบางชนิด


วิธีการวินิจฉัย:
  1. การซักประวัติทางเพศ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด
  2. การเก็บตัวอย่างจากแผลหรือหนอง ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อย้อมสีแกรมหาหลักฐานของเชื้อ H. ducreyi
  3. การเพาะเชื้อ (culture) บนอาหารเฉพาะทาง ซึ่งทำได้ยากและใช้เฉพาะในสถานพยาบาลระดับสูง
  4. การตรวจ PCR เพื่อยืนยันเชื้อโดยใช้เทคโนโลยีทางพันธุกรรม ซึ่งมีความแม่นยำสูง
  5. การตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย เช่น ซิฟิลิส, HIV, หนองในแท้/เทียม, เริม



การรักษา

แผลริมอ่อนสามารถรักษาให้หายได้หากได้รับยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม โดยต้องรักษาตั้งแต่ระยะแรกเพื่อป้องกันการลุกลามและแพร่กระจาย

ยาที่ใช้รักษาหลัก ได้แก่:

  • Azithromycin ขนาด 1 กรัม รับประทานเพียงครั้งเดียว
  • Ceftriaxone ขนาด 250 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามครั้งเดียว
  • Ciprofloxacin 500 มก. วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 3 วัน
  • Erythromycin 500 มก. วันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน

ในกรณีที่มีฝีหนองที่ขาหนีบ อาจต้องทำการเจาะระบายหนองร่วมด้วยภายใต้การดูแลของแพทย์

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่:

  • การลุกลามของแผลจนเป็นแผลเรื้อรัง
  • การเกิดแผลเป็นถาวรที่อวัยวะเพศ
  • ภาวะตีบแคบของท่อปัสสาวะหรือช่องคลอด
  • ภาวะฝีแตกติดเชื้อซ้ำซ้อน
  • การแพร่เชื้อไปยังคู่นอนหลายคนโดยไม่รู้ตัว
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) เพราะแผลเปิดทำให้ไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย



การป้องกันแผลริมอ่อน

  • ใช้ถุงยางอนามัย ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • มีคู่นอนเพียงคนเดียว และตรวจสุขภาพเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่มีแผลบริเวณอวัยวะเพศ
  • งดเพศสัมพันธ์ในช่วงที่มีอาการหรืออยู่ระหว่างการรักษา
  • เข้ารับการตรวจและรักษาพร้อมคู่นอน เพื่อป้องกันการกลับมาติดเชื้อซ้ำ
  • ส่งเสริมความรู้ทางเพศศึกษาและสุขอนามัยทางเพศ



แผลริมอ่อนในมุมมองสาธารณสุข

ในระดับโลก แผลริมอ่อนเคยเป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะในแอฟริกา เอเชีย และบางส่วนของละตินอเมริกา อย่างไรก็ตาม อัตราการพบโรคลดลงอย่างมากหลังจากมีการรณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัยและเข้าถึงยาปฏิชีวนะได้ง่ายขึ้น

ในประเทศไทย แม้จะไม่ใช่โรคที่พบได้บ่อยเหมือนในอดีต แต่ยังสามารถพบได้ในกลุ่มชายหญิงวัยทำงาน กลุ่มคนข้ามเพศ ผู้ค้าบริการทางเพศ และกลุ่มที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนคู่นอนบ่อย

หน่วยงานสาธารณสุขควรให้ความรู้เรื่องโรคนี้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น เพื่อส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย และลดการตีตราผู้ติดเชื้อ


สรุป

แผลริมอ่อนเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถรักษาให้หายได้ แต่หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างทันท่วงที อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง รวมถึงเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ HIV การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง การป้องกันที่เหมาะสม และการไม่ละอายที่จะไปพบแพทย์ คือกุญแจสำคัญในการควบคุมโรคนี้ให้หมดไปจากสังคม

FacebookLINE