ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทความทั้งหมด“หูด: โรคเล็ก ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม พร้อมวิธีป้องกันและรักษาอย่างได้ผล”

สุขภาพทั่วไป

“หูด: โรคเล็ก ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม พร้อมวิธีป้องกันและรักษาอย่างได้ผล”

เผยแพร่โดย เกรซ ฟาร์ม่า ·

หูด (Warts)

หูด (Warts) คือโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Human Papillomavirus (HPV) ซึ่งเป็นไวรัสที่พบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อมและสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านทางผิวหนังที่มีรอยถลอกหรือบาดแผลเล็ก ๆ เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ผิวหนัง จะกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังบริเวณนั้นแบ่งตัวผิดปกติ กลายเป็นเนื้องอกเล็ก ๆ บนผิวหนังที่เรียกว่าหูด

หูดสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย ตั้งแต่มือ เท้า ใบหน้า ไปจนถึงอวัยวะเพศ และถึงแม้ส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่หูดบางประเภทโดยเฉพาะหูดที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ HPV บางสายพันธุ์ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งบางชนิดได้ เช่น มะเร็งปากมดลูกหรือมะเร็งอวัยวะเพศ


เชื้อไวรัส HPV และความเกี่ยวข้องกับหูด

ไวรัส HPV (Human Papillomavirus) มีมากกว่า 150 สายพันธุ์ โดยแต่ละสายพันธุ์จะมีความจำเพาะต่อบริเวณร่างกายที่ติดเชื้อและผลที่เกิดขึ้นต่อผิวหนัง บางสายพันธุ์ทำให้เกิดหูดที่ผิวหนังทั่วไป ขณะที่บางสายพันธุ์ทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศและมะเร็ง

สายพันธุ์ของ HPV ที่เกี่ยวข้องกับหูดที่ผิวหนัง เช่น HPV ชนิดที่ 1, 2, 4, 27, และ 57
สายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับหูดที่อวัยวะเพศ เช่น HPV ชนิดที่ 6 และ 11 (ชนิดเสี่ยงต่ำ) และ HPV 16, 18, 31, 33 (ชนิดเสี่ยงสูงต่อมะเร็ง)


ประเภทของหูดและลักษณะจำเพาะ

1. หูดธรรมดา (Common Warts)

  • มักพบที่นิ้วมือ ข้อนิ้ว หลังมือ และบริเวณรอบเล็บ
  • ลักษณะเป็นตุ่มนูน ผิวขรุขระ หยาบแข็ง สีเนื้อ เทา หรือเหลืองอ่อน
  • มักไม่เจ็บปวด และอาจมีหลายตุ่มขึ้นพร้อมกัน

2. หูดฝ่าเท้า (Plantar Warts)

  • พบที่ฝ่าเท้า โดยเฉพาะบริเวณที่รับน้ำหนัก เช่น ส้นเท้า
  • ลักษณะแบน ฝังลึก เจ็บเวลายืนหรือเดิน
  • มักมีจุดดำเล็ก ๆ จากเส้นเลือดฝอยที่อุดตันภายในหูด

3. หูดแบน (Flat Warts)

  • ขนาดเล็ก ผิวเรียบ สีใกล้เคียงผิวหนังหรืออ่อนกว่าเล็กน้อย
  • มักขึ้นเป็นกลุ่มที่ใบหน้า คอ หลังมือ หรือขา
  • พบบ่อยในเด็ก วัยรุ่น และผู้หญิง

4. หูดที่อวัยวะเพศ (Genital Warts / Condyloma Acuminata)

  • เกิดบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือขาหนีบ
  • ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์
  • ลักษณะนิ่ม สีชมพูหรือเนื้อ รูปร่างคล้ายหงอนไก่ อาจมีขนาดใหญ่หากไม่ได้รับการรักษา
  • HPV ชนิด 6 และ 11 เป็นสาเหตุหลัก

5. หูดใต้เล็บ (Subungual / Periungual Warts)

  • เกิดที่ใต้เล็บหรือรอบเล็บ
  • ยากต่อการรักษา อาจทำให้เล็บผิดรูป



การติดต่อของหูด

หูดสามารถติดต่อได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม:

ทางตรง:

  • สัมผัสกับหูดของผู้อื่น เช่น จับมือ
  • มีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ (โดยเฉพาะหูดอวัยวะเพศ)

ทางอ้อม:

  • ใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว รองเท้า กรรไกรตัดเล็บ
  • เดินเท้าเปล่าในที่เปียกชื้น เช่น สระว่ายน้ำ ห้องน้ำสาธารณะ
  • สัมผัสพื้นผิวหรือวัตถุที่มีเชื้อไวรัสตกค้าง

ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วย HIV ผู้ที่ได้รับยากดภูมิ มักมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปในการติดเชื้อ HPV


ระยะฟักตัว

ระยะฟักตัวของไวรัส HPV (ตั้งแต่ได้รับเชื้อจนเริ่มแสดงอาการ) อาจใช้เวลาตั้งแต่ 2 สัปดาห์จนถึงหลายเดือน หรือแม้กระทั่งเป็นปี ขึ้นอยู่กับชนิดของไวรัสและภูมิคุ้มกันของผู้ติดเชื้อ

อาการ
  • ปุ่มนูนหรือตุ่มเนื้อแข็งบนผิวหนัง
  • ผิวบริเวณหูดอาจหยาบ ขรุขระ
  • บางตำแหน่งเจ็บ เช่น ฝ่าเท้า
  • หูดที่อวัยวะเพศอาจมีอาการคันหรือระคายเคือง
การวินิจฉัย

การวินิจฉัยหูดสามารถทำได้โดย:

  • การตรวจร่างกาย: ดูลักษณะ ขนาด รูปร่าง และตำแหน่งของหูด
  • การขูดหูดเพื่อดูเนื้อเยื่อภายใต้กล้องจุลทรรศน์
  • การตัดชิ้นเนื้อ (biopsy) กรณีสงสัยว่าอาจเป็นเนื้องอกชนิดอื่น
  • การตรวจ DNA ของไวรัส HPV (ในกรณีหูดอวัยวะเพศหรือปากมดลูก)
การรักษา

การรักษาด้วยยา

  • ยาทา Salicylic acid: ช่วยละลายเนื้อเยื่อของหูด
  • Imiquimod: กระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่
  • Podophyllotoxin: ใช้สำหรับหูดอวัยวะเพศ
  • 5-Fluorouracil: ใช้ในบางกรณีที่ดื้อต่อการรักษาอื่น

การรักษาทางการแพทย์
  • การจี้เย็น (Cryotherapy): ใช้ไนโตรเจนเหลวแช่แข็งหูด
  • การจี้ด้วยไฟฟ้า (Electrocautery) หรือ เลเซอร์
  • การขูดหูดออก (Curettage) ร่วมกับการจี้
  • การผ่าตัดเล็ก ในกรณีหูดขนาดใหญ่หรือดื้อต่อวิธีอื่น

ข้อควรระวัง:
  • การรักษาอาจต้องทำหลายครั้ง
  • หูดบางชนิดอาจกลับมาเป็นซ้ำได้

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

  • การแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย
  • การติดเชื้อแบคทีเรียรอง
  • หูดขนาดใหญ่หรือผิดรูปทำให้เสียความมั่นใจ
  • สำหรับหูดที่อวัยวะเพศ หากไม่รักษาอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง

การป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสหูดโดยตรง
  • ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
  • สวมรองเท้าในพื้นที่สาธารณะชื้นแฉะ
  • หมั่นล้างมือให้สะอาด
  • ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ (ลดความเสี่ยงได้บางส่วน)
  • รับวัคซีนป้องกัน HPV เช่น Gardasil หรือ Cervarix

วัคซีน HPV: ป้องกันได้มากกว่าหูด

วัคซีน HPV ไม่เพียงช่วยป้องกันหูดอวัยวะเพศ แต่ยังลดความเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งช่องปาก
แนะนำให้ฉีดในช่วงอายุ 9-26 ปี แต่สามารถฉีดได้ในวัยผู้ใหญ่โดยเฉพาะในผู้ที่ยังไม่เคยติดเชื้อ


การดูแลตนเองเบื้องต้นที่บ้าน

ในกรณีที่หูดไม่รุนแรง สามารถดูแลรักษาเบื้องต้นได้ด้วยวิธีดังนี้:

  • แช่หูดในน้ำอุ่น 10-15 นาที ก่อนทายา จะช่วยให้ยาดูดซึมดีขึ้น
  • ใช้ยาทา Salicylic acid อย่างต่อเนื่องทุกวันตามคำแนะนำของเภสัชกร
  • หมั่นล้างมือหลังสัมผัสหูด เพื่อลดการแพร่กระจาย
  • ใช้พลาสเตอร์ปิดหูดไว้ ป้องกันการเสียดสีและการแพร่กระจาย

🔴 ข้อควรระวัง: อย่าพยายามตัดหูดเอง เพราะเสี่ยงติดเชื้อและลุกลาม

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับหูด

  1. หูดเกิดจากกรรมพันธุ์?
    ❌ ไม่จริง — หูดเกิดจากไวรัส ไม่ใช่พันธุกรรม
  2. หูดจะหายเองเสมอ?
    ✅ และ ❌ — บางกรณีหายได้เอง แต่อาจใช้เวลานานหลายเดือนหรือหลายปี และมีโอกาสแพร่กระจาย
  3. ใช้หินขัดถูหูดแรง ๆ จะทำให้หาย?
    ❌ ไม่ควร — อาจทำให้เกิดบาดแผลและการติดเชื้อเพิ่มขึ้น
  4. หูดอวัยวะเพศเป็นโรคที่เกิดเฉพาะในผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง?
    ❌ ไม่เสมอ — อาจติดจากคู่นอนโดยไม่รู้ตัว และเชื้ออยู่ในร่างกายได้แม้ไม่มีอาการฅ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: หูดสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่?

A: ได้ค่ะ เนื่องจากไวรัส HPV อาจยังคงอยู่ในร่างกายและกลับมากระตุ้นให้เกิดหูดใหม่ได้ แม้หูดเก่าจะหายไปแล้ว

Q: หูดสามารถแพร่จากคนสู่คนในครอบครัวได้ไหม?

A: ได้ โดยเฉพาะถ้าใช้ของใช้ร่วมกัน หรือสัมผัสกันโดยตรงในบริเวณที่มีหูด

Q: เด็กเล็กสามารถเป็นหูดได้ไหม?

A: ได้เช่นกัน โดยเฉพาะหูดแบน ซึ่งพบบ่อยในเด็กวัยเรียน

Q: การรับวัคซีน HPV สามารถช่วยเรื่องหูดทุกชนิดได้หรือไม่?

A: วัคซีน HPV ช่วยป้องกันหูดที่อวัยวะเพศและมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ HPV ได้ แต่ไม่ได้ป้องกันหูดที่มือหรือเท้า

เมื่อไรควรไปพบแพทย์?

ควรรีบไปพบแพทย์หาก:

  • หูดขยายขนาดเร็ว หรือเพิ่มจำนวนอย่างผิดปกติ
  • เจ็บ แดง อักเสบ หรือมีเลือดออก
  • หูดมีลักษณะแปลก เช่น เปลี่ยนสี หรือมีแผลเรื้อรัง
  • หูดขึ้นที่ใบหน้า อวัยวะเพศ หรือรอบเล็บ (ซึ่งรักษายากกว่าบริเวณอื่น)
  • ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ติดเชื้อ HIV


สรุปสุดท้าย

“หูด” เป็นโรคที่ดูธรรมดาแต่มีความซับซ้อนในมุมการแพทย์ เพราะเกิดจากไวรัสที่สามารถซ่อนตัวในร่างกายและกลับมาได้อีก ทั้งยังมีความหลากหลายทั้งด้านลักษณะ สายพันธุ์ และตำแหน่งที่เกิด การวินิจฉัยและรักษาจึงควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

การมีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับหูด และการดูแลสุขอนามัยส่วนตัว จะช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อและแพร่กระจายได้อย่างมาก และถ้าใครกำลังลังเลว่าจะฉีดวัคซีน HPV ดีไหม — คำตอบคือ “ดีมากและควรฉีด” โดยเฉพาะถ้าอยู่ในช่วงวัยรุ่นหรือวัยเจริญพันธุ์

FacebookLINE