ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทความทั้งหมด“เจ็บปวดที่อวัยวะเพศอาจไม่ใช่เรื่องเล็ก! รู้จักแผลริมอ่อนและการป้องกัน”

สุขภาพทางเพศ

“เจ็บปวดที่อวัยวะเพศอาจไม่ใช่เรื่องเล็ก! รู้จักแผลริมอ่อนและการป้องกัน”

เผยแพร่โดย เกรซ ฟาร์ม่า ·

แผลริมอ่อน (Chancroid): อาการ สาเหตุ การรักษา และการป้องกัน

แผลริมอ่อน หรือ Chancroid เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้จะก่อให้เกิดแผลเปิดที่อวัยวะเพศ โดยแผลที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะขอบแผลไม่เรียบ อักเสบแดง และอาจมีน้ำหนองไหลร่วมด้วย โรคนี้สามารถพบได้ในผู้ชายและผู้หญิง และเป็นโรคที่แพร่เชื้อได้ง่ายหากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน

แม้แผลริมอ่อนจะไม่ใช่โรคที่พบได้บ่อยในประเทศพัฒนาแล้ว แต่ในบางพื้นที่ของโลก เช่น แอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และละตินอเมริกา ยังพบการระบาดของโรคนี้อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย หรือผู้ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์


สาเหตุของแผลริมอ่อน

สาเหตุของแผลริมอ่อนมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi ซึ่งติดต่อจากคนสู่คนผ่านการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน รวมถึงการสัมผัสแผลโดยตรงกับผู้ที่ติดเชื้อ โดยเชื้อแบคทีเรียนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้จากการที่ผิวหนังหรือเยื่อบุมีรอยแผลเล็ก ๆ หรือรอยขีดข่วน

เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้บริเวณที่ติดเชื้อเกิดแผลเปิดภายในไม่กี่วันหลังจากสัมผัสเชื้อ โดยแผลจะเริ่มจากตุ่มเล็ก ๆ ก่อนที่จะกลายเป็นแผลเปิดที่เจ็บปวด


กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อแผลริมอ่อน

โรคแผลริมอ่อนมีแนวโน้มเกิดขึ้นได้ในกลุ่มบุคคลต่อไปนี้

  1. ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ เช่น เปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  2. ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
  3. ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
  4. ผู้ที่อาศัยในพื้นที่ที่ยังพบการระบาดของโรคนี้บ่อยครั้ง เช่น ประเทศในแอฟริกา เอเชีย หรือละตินอเมริกา


อาการของแผลริมอ่อน

อาการของแผลริมอ่อนจะเริ่มปรากฏหลังจากติดเชื้อประมาณ 3-10 วัน โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่

  1. แผลเปิดที่อวัยวะเพศ
  2. ลักษณะของแผลจะเป็นแผลเปิดที่ตื้น ขอบแผลไม่เรียบ และมีลักษณะอักเสบแดง
  3. มักพบแผลมากกว่าหนึ่งตำแหน่ง โดยแผลอาจกระจายตัวในบริเวณใกล้เคียง
  4. แผลอาจมีน้ำหนองสีเหลืองหรือสีเทาไหลออกมา และมักมีกลิ่นไม่พึงประสงค์
  5. ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บปวดบริเวณแผล ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้
  6. ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบบวมโต
  7. ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบอาจบวมโตและเจ็บปวด ในบางรายอาจเกิดหนองภายในต่อมน้ำเหลืองจนกลายเป็นฝี (Bubo) ซึ่งอาจต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม เช่น การผ่าระบายหนอง
  8. อาการทั่วไปอื่น ๆ (พบได้น้อย)
  9. ไข้ต่ำ ๆ
  10. อาการปวดเมื่อยตามร่างกายหากการอักเสบรุนแรง


การวินิจฉัยโรคแผลริมอ่อน

การวินิจฉัยโรคแผลริมอ่อนอาจต้องอาศัยการตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจในห้องปฏิบัติการ เนื่องจากอาการของแผลริมอ่อนอาจคล้ายกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น เช่น ซิฟิลิส (Syphilis) หรือเริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes)

  1. การตรวจร่างกายและซักประวัติ
    แพทย์จะตรวจดูแผลบริเวณอวัยวะเพศและต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ พร้อมสอบถามประวัติเพศสัมพันธ์
  2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
  3. การนำตัวอย่างจากแผลหรือน้ำหนองไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อหาเชื้อ Haemophilus ducreyi
  4. การตรวจแยกโรคอื่น ๆ เช่น การตรวจหาเชื้อซิฟิลิส หรือไวรัสเริม


การรักษาแผลริมอ่อน

แผลริมอ่อนสามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ โดยแพทย์จะพิจารณาให้ยาตามความเหมาะสม ซึ่งยาที่ใช้รักษาแผลริมอ่อนได้แก่

  1. ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน
  2. Azithromycin ขนาด 1 กรัม รับประทานครั้งเดียว
  3. Ciprofloxacin ขนาด 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 3 วัน
  4. ยาปฏิชีวนะชนิดฉีด
  5. Ceftriaxone ขนาด 250 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว
  6. การรักษาฝีที่ขาหนีบ (ถ้ามี)
    หากต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบเกิดการบวมโตและกลายเป็นฝี แพทย์อาจต้องทำการผ่าระบายหนองออกเพื่อบรรเทาอาการ

หลังการรักษา อาการของแผลริมอ่อนจะเริ่มดีขึ้นภายใน 3-7 วัน และแผลมักจะหายสนิทภายใน 1-2 สัปดาห์


การป้องกันแผลริมอ่อน
  1. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
    การใช้ถุงยางอนามัยเป็นวิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง
    หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย และควรซื่อสัตย์ต่อคู่นอนเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
  3. ตรวจสุขภาพเป็นประจำ
    การตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จะช่วยให้สามารถตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะแรก และรักษาได้ทันเวลา
  4. รักษาความสะอาดของอวัยวะเพศ
    การรักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อโรคอื่น ๆ


ผลกระทบหากไม่รักษาแผลริมอ่อน

หากปล่อยให้แผลริมอ่อนลุกลามโดยไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ดังนี้

  • แผลเป็นถาวร: แผลริมอ่อนที่ไม่ได้รักษาอาจกลายเป็นแผลเป็นถาวร
  • เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี (HIV): การมีแผลเปิดที่อวัยวะเพศจะเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อเอชไอวี
  • การติดเชื้อแทรกซ้อน: แผลริมอ่อนที่ลุกลามอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียอื่น ๆ และเพิ่มความรุนแรงของโรค




การฟื้นฟูหลังการรักษาแผลริมอ่อน

หลังจากได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้แน่ใจว่าแผลจะหายสนิทและลดความเสี่ยงการกลับมาเป็นซ้ำ รวมถึงป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

  1. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าแผลจะหายสนิท
    แม้ว่าอาการแผลจะเริ่มดีขึ้นหลังจากรับยาปฏิชีวนะเพียงไม่กี่วัน แต่การรอให้แผลสมานตัวและหายสนิทจะช่วยลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อ
  2. รักษาความสะอาดของแผล
    ล้างแผลด้วยน้ำอุ่นและสบู่อ่อน ๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ และควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลโดยตรง
  3. หลีกเลี่ยงการบีบหรือแกะแผล
    การแกะแผลหรือพยายามบีบหนองอาจทำให้แผลติดเชื้อและลุกลามมากขึ้น
  4. ทานยาตามแพทย์สั่งจนหมด
    การหยุดยาก่อนกำหนดอาจทำให้เชื้อดื้อยาและเกิดการติดเชื้อซ้ำได้ ดังนั้น ควรรับประทานยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่งจนครบ
  5. ตรวจซ้ำหากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 7 วัน
    หากหลังจากได้รับการรักษาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือแผลยังมีน้ำหนองไหล ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม เพราะอาจมีการติดเชื้ออื่น ๆ แทรกซ้อน หรือมีภาวะดื้อยาปฏิชีวนะ


คำแนะนำสำหรับคู่นอนของผู้ป่วย

เนื่องจากแผลริมอ่อนเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หากพบว่าตัวเองติดเชื้อ คู่นอนหรือผู้ที่มีความเสี่ยงจากการสัมผัสเชื้อควรได้รับการตรวจและรักษาพร้อมกัน เพื่อลดการติดเชื้อซ้ำ (Reinfection) ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากเพียงฝ่ายเดียวได้รับการรักษา

  • แนะนำให้คู่นอนเข้ารับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • งดมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างการรักษา เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อ
  • สนับสนุนการใช้ถุงยางอนามัยในทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ในอนาคต


แผลริมอ่อนกับความเชื่อผิด ๆ ที่ควรระวัง
  1. เชื่อว่าหายเองได้: หลายคนเข้าใจผิดว่าแผลริมอ่อนจะหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา แต่ความจริงคือ หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาการอาจลุกลามจนกลายเป็นแผลลึก ฝีที่ขาหนีบ หรือเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี
  2. ใช้ยาสมุนไพรแทนยาปฏิชีวนะ: ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่ายาสมุนไพรสามารถรักษาแผลริมอ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ยาที่ไม่ได้รับการรับรองอาจทำให้แผลแย่ลง
  3. แผลริมอ่อนเกิดจากความสกปรกเท่านั้น: แม้ว่าการรักษาความสะอาดของอวัยวะเพศจะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อได้ แต่แผลริมอ่อนเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์โดยตรง ดังนั้น แม้จะรักษาความสะอาดแค่ไหน หากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยก็ยังมีโอกาสติดเชื้อได้


โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่อาการคล้ายกับแผลริมอ่อน

อาการของแผลริมอ่อน เช่น แผลเปิดที่อวัยวะเพศและอาการเจ็บ อาจทำให้สับสนกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ๆ ซึ่งการวินิจฉัยที่ผิดพลาดอาจทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง ตัวอย่างโรคที่อาการคล้ายแผลริมอ่อน ได้แก่

  1. ซิฟิลิสระยะที่ 1 (Primary Syphilis)
  2. เกิดแผลที่อวัยวะเพศเช่นกัน แต่แผลของซิฟิลิสมักมีขอบเรียบ ไม่เจ็บปวด และแห้ง
  3. เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes)
  4. เกิดจากไวรัส Herpes Simplex Virus (HSV) โดยอาจเริ่มจากตุ่มน้ำใสก่อนที่จะแตกออกกลายเป็นแผล ซึ่งมักมีอาการแสบหรือคันร่วมด้วย
  5. มะเร็งต่อมน้ำเหลืองจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (Lymphogranuloma Venereum)
  6. อาจทำให้ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบบวมโตคล้ายกับแผลริมอ่อน แต่มักพบในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ Chlamydia trachomatis

การตรวจเพิ่มเติมในห้องปฏิบัติการ เช่น การเพาะเชื้อ การตรวจหาแอนติบอดี หรือการตรวจ PCR จะช่วยแยกโรคเหล่านี้ออกจากแผลริมอ่อนได้อย่างแม่นยำ


บทสรุป: ป้องกันดีกว่ารักษา

แผลริมอ่อนเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถรักษาให้หายได้หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม การป้องกันยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การใช้ถุงยางอนามัย การตรวจสุขภาพเป็นประจำ และการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อโรคนี้ รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ๆ

หากคุณหรือคู่นอนมีอาการผิดปกติ เช่น แผลที่อวัยวะเพศ ต่อมน้ำเหลืองบวมโต หรืออาการเจ็บปวดขณะปัสสาวะ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการตรวจและการรักษาโดยเร็ว เพราะการวินิจฉัยและการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ คือกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

FacebookLINE