ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทความทั้งหมดปวดปัสสาวะบ่อย จนทนไม่ไหว! รู้จักกระเพาะปัสสาวะอักเสบและวิธีป้องกัน

สุขภาพทางเพศ

ปวดปัสสาวะบ่อย จนทนไม่ไหว! รู้จักกระเพาะปัสสาวะอักเสบและวิธีป้องกัน

เผยแพร่โดย เกรซ ฟาร์ม่า ·

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) คืออะไร?

กระเพาะปัสสาวะอักเสบเป็นภาวะที่เกิดจากการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบ โดยส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่เข้าสู่กระเพาะปัสสาวะผ่านท่อปัสสาวะที่เชื่อมต่อระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับภายนอกของร่างกาย ซึ่งทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่าง ๆ ที่ท้องน้อยและบริเวณปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกวัย แต่ผู้หญิงมักมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชาย เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงมีความยาวสั้นกว่า ทำให้เชื้อแบคทีเรียสามารถเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่ายกว่า


สาเหตุของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
  1. การติดเชื้อแบคทีเรีย
    สาเหตุหลักของกระเพาะปัสสาวะอักเสบคือการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยส่วนใหญ่จะเป็น Escherichia coli (E. coli) ซึ่งพบในลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ซึ่งแบคทีเรียสามารถเดินทางเข้าสู่ท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะทำให้เกิดการอักเสบ
  2. การมีเพศสัมพันธ์
    การมีเพศสัมพันธ์สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อกระเพาะปัสสาวะ เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียอาจเข้าสู่ท่อปัสสาวะระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มักมีท่อปัสสาวะสั้นกว่า
  3. การใช้สายสวนปัสสาวะ (Catheter)
    การใช้สายสวนปัสสาวะเป็นเวลานานสามารถทำให้แบคทีเรียเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่าย โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ต้องการใช้สายสวนปัสสาวะเป็นระยะเวลานาน หรือในกรณีที่มีการรักษาผ่าตัดหรือการทำหัตถการในระบบทางเดินปัสสาวะ
  4. ความผิดปกติในระบบทางเดินปัสสาวะ
    ความผิดปกติในโครงสร้างของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือการมีปัญหาจากการปัสสาวะไม่สมบูรณ์ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น เนื่องจากกระเพาะปัสสาวะไม่สามารถขับปัสสาวะออกมาได้หมด
  5. การลดลงของภูมิคุ้มกัน
    ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ยาเคมีบำบัด จะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูงขึ้น
  6. การใช้ผลิตภัณฑ์ระคายเคือง
    การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมี เช่น สบู่ หรือสเปรย์ที่มีน้ำหอมในการทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ สามารถทำให้เกิดการระคายเคืองและเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะได้


อาการของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
  1. ปัสสาวะบ่อย
    รู้สึกอยากปัสสาวะบ่อย แต่มีปริมาณน้ำปัสสาวะน้อยและไม่สามารถขับถ่ายได้เต็มที่
  2. ปัสสาวะเจ็บหรือแสบ
    การปัสสาวะอาจทำให้รู้สึกแสบ หรือเจ็บที่ท่อปัสสาวะในขณะทำการขับถ่าย
  3. ปัสสาวะมีเลือด
    ในบางกรณีอาจพบเลือดในปัสสาวะ ซึ่งอาจทำให้ปัสสาวะมีสีแดงหรือสีน้ำตาล
  4. ปวดท้องส่วนล่าง
    ผู้ป่วยอาจรู้สึกปวดที่ท้องน้อย หรือบริเวณกระเพาะปัสสาวะ เนื่องจากการอักเสบที่เกิดขึ้น
  5. ปัสสาวะมีกลิ่นแรง
    ปัสสาวะอาจมีกลิ่นเหม็นหรือมีกลิ่นผิดปกติเนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
  6. ไข้
    หากการติดเชื้อรุนแรง อาจทำให้มีอาการไข้สูงร่วมกับอาการอื่นๆ


การวินิจฉัยกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

การวินิจฉัยกระเพาะปัสสาวะอักเสบจะทำโดยแพทย์ผ่านการสอบถามอาการ รวมทั้งการตรวจปัสสาวะเพื่อหาการติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะปัสสาวะ หากจำเป็น แพทย์อาจแนะนำให้ทำการตรวจปัสสาวะเพื่อวิเคราะห์เชื้อและความไวต่อยาปฏิชีวนะเพื่อเลือกยาที่เหมาะสม


การรักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบ
  1. การใช้ยาปฏิชีวนะ
    การรักษาหลักของกระเพาะปัสสาวะอักเสบคือการใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อลดการติดเชื้อและบรรเทาอาการของโรค แพทย์จะเลือกใช้ยาปฏิชีวนะตามประเภทของเชื้อแบคทีเรียที่ตรวจพบ
  2. การดื่มน้ำมากๆ
    การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยล้างกระเพาะปัสสาวะและขับเชื้อแบคทีเรียออกจากร่างกาย
  3. การใช้ยาแก้ปวด
    ในบางกรณีที่มีอาการเจ็บหรือแสบขณะปัสสาวะ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการเหล่านี้
  4. การใช้ถุงประคบร้อน
    การใช้ถุงประคบร้อนที่ท้องน้อยสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดและช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย
  5. การรักษาภาวะที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ
    หากกระเพาะปัสสาวะอักเสบเกิดจากภาวะอื่นๆ เช่น นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ควรทำการรักษาภาวะเหล่านั้นเพื่อป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบซ้ำ


การป้องกันกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
  1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
    การดื่มน้ำมากๆ ช่วยให้ปัสสาวะเจือจาง และสามารถขับเชื้อแบคทีเรียออกจากร่างกายได้
  2. ปัสสาวะหลังการมีเพศสัมพันธ์
    การปัสสาวะหลังการมีเพศสัมพันธ์ช่วยล้างแบคทีเรียที่อาจเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้
  3. การทำความสะอาดร่างกายอย่างถูกวิธี
    ควรทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอ โดยเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเพื่อหลีกเลี่ยงการกระจายเชื้อจากทวารหนัก
  4. การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ระคายเคือง
    หลีกเลี่ยงการใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีแรงบริเวณอวัยวะเพศ เพื่อป้องกันการระคายเคือง
  5. การใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
    การเลือกใส่กางเกงในที่ทำจากผ้าฝ้ายและหลีกเลี่ยงการใส่กางเกงในรัดแน่น สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ
  6. การรักษาสุขภาพโดยรวม
    การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และการดูแลสุขภาพร่างกาย โดยเฉพาะการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ



ข้อควรระวังในการรักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบ
  • การรักษาตามคำแนะนำของแพทย์
    การใช้ยาปฏิชีวนะควรทำตามคำแนะนำของแพทย์ให้ครบตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกันการดื้อยาและการติดเชื้อที่อาจกลับมาเป็นซ้ำ
  • ไม่ควรละเลยอาการ
    หากอาการไม่ดีขึ้นภายในไม่กี่วันหลังจากเริ่มรักษา หรือมีอาการที่รุนแรงขึ้น เช่น มีไข้สูง ปวดท้องมาก หรือมีเลือดในปัสสาวะ ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเพิ่มเติม
  • การตรวจติดตามหลังการรักษา
    ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบผลการรักษาหลังจากที่ใช้ยาปฏิชีวนะจนหมด เพื่อให้มั่นใจว่าการติดเชื้อหายไปและไม่มีการติดเชื้อซ้ำ



ภาวะแทรกซ้อนจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมหรือปล่อยให้การติดเชื้อแพร่กระจาย อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น:
  1. การติดเชื้อไต (Pyelonephritis): หากเชื้อแบคทีเรียจากกระเพาะปัสสาวะแพร่กระจายไปยังไต อาจทำให้เกิดการอักเสบในไต ซึ่งอาจทำให้มีอาการไข้สูง ปวดหลัง และปวดท้องส่วนล่างอย่างรุนแรง หากไม่รักษาอาจส่งผลเสียต่อการทำงานของไต
  2. การติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis): ในกรณีที่เชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งเป็นภาวะที่คุกคามชีวิตและต้องการการรักษาทันที
  3. การเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ: การติดเชื้อซ้ำๆ ในกระเพาะปัสสาวะอาจทำให้เกิดการสะสมของแร่ธาตุในกระเพาะปัสสาวะ จนนำไปสู่การเกิดนิ่ว ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดและปัญหาในการปัสสาวะ
  4. ภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง: หากกระเพาะปัสสาวะอักเสบเกิดขึ้นบ่อยครั้งและไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจทำให้มีอาการปัสสาวะแสบ หรือปัสสาวะบ่อยเป็นเวลานาน


การรักษาที่บ้าน

นอกจากการรักษาจากแพทย์แล้ว ยังมีวิธีการที่ช่วยบรรเทาอาการและช่วยเร่งการฟื้นฟูจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เช่น:

  1. การพักผ่อนให้เพียงพอ: ร่างกายต้องการพลังงานในการต่อสู้กับการติดเชื้อ ดังนั้นการพักผ่อนอย่างเพียงพอจึงเป็นสิ่งสำคัญ
  2. การดื่มน้ำมากๆ: ควรดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อช่วยในการขับเชื้อออกจากร่างกาย และบรรเทาอาการแสบขณะปัสสาวะ
  3. การหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่ระคายเคือง: เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, กาแฟ, น้ำอัดลม, หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะอาจเพิ่มอาการระคายเคืองในกระเพาะปัสสาวะ
  4. การใช้ถุงประคบร้อน: การประคบร้อนที่ท้องน้อยอาจช่วยบรรเทาอาการปวดและช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย
  5. การหลีกเลี่ยงการหยุดปัสสาวะนานๆ: เมื่อรู้สึกอยากปัสสาวะ ควรทำการปัสสาวะทันที เพื่อไม่ให้เชื้อแบคทีเรียมีโอกาสเจริญเติบโตในกระเพาะปัสสาวะ


การป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบซ้ำ ควรปฏิบัติตามข้อแนะนำดังนี้:

  1. ปัสสาวะหลังการมีเพศสัมพันธ์: การปัสสาวะหลังการมีเพศสัมพันธ์จะช่วยล้างเชื้อแบคทีเรียที่อาจจะเข้าสู่ท่อปัสสาวะ
  2. รักษาความสะอาด: ควรทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศภายนอกอย่างสม่ำเสมอ และควรเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากบริเวณทวารหนัก
  3. การใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี: การใส่กางเกงในที่ทำจากผ้าฝ้ายและหลีกเลี่ยงกางเกงในที่รัดแน่นสามารถช่วยลดความอับชื้นที่เป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรีย
  4. การหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อาจระคายเคือง: หลีกเลี่ยงการใช้สบู่หรือน้ำหอมที่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองในบริเวณอวัยวะเพศ
  5. การติดตามสุขภาพทางเดินปัสสาวะ: หากมีปัญหาเกี่ยวกับการปัสสาวะ หรือมีประวัติการติดเชื้อซ้ำๆ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและทำการรักษาในขั้นตอนที่เหมาะสม


สรุป

กระเพาะปัสสาวะอักเสบเป็นภาวะที่สามารถรักษาได้หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยการใช้ยาปฏิชีวนะและการดูแลสุขภาพที่ดี หากมีอาการที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและคำแนะนำเพิ่มเติม และหากสามารถป้องกันและดูแลตัวเองได้ดี ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะนี้ซ้ำได้

FacebookLINE