ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทความทั้งหมดรู้จักงูสวัด: อาการ ปัจจัยเสี่ยง และการดูแลรักษา

สุขภาพทั่วไป

รู้จักงูสวัด: อาการ ปัจจัยเสี่ยง และการดูแลรักษา

เผยแพร่โดย เกรซ ฟาร์ม่า ·

งูสวัด (Herpes Zoster)

งูสวัด (Herpes Zoster) หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ ซิงเกิลส์ (Shingles) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Varicella Zoster (VZV) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรค ไข้ทรพิษ (Chickenpox) ในเด็ก การติดเชื้อครั้งแรกของไวรัส VZV จะทำให้เกิดโรคไข้ทรพิษ (Chickenpox) แต่หลังจากนั้นไวรัสจะไม่หายไปจากร่างกายและยังคงซ่อนตัวอยู่ในระบบประสาท โดยเฉพาะในเซลล์ประสาทที่อยู่ใกล้ไขสันหลัง ซึ่งสามารถฟื้นตัวและกลับมาแสดงอาการอีกครั้งในภายหลัง โดยจะทำให้เกิดโรคงูสวัดในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง หรือเมื่อมีปัจจัยบางอย่างกระตุ้นให้ไวรัสฟื้นตัวขึ้นมา


สาเหตุของงูสวัด

ไวรัส Varicella Zoster (VZV) เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้ทรพิษ (Chickenpox) เมื่อคนหนึ่งติดเชื้อไข้ทรพิษครั้งแรก ไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางระบบทางเดินหายใจและแพร่กระจายไปยังผิวหนังทำให้เกิดผื่นและอาการคันที่เรียกว่าไข้ทรพิษ หลังจากการติดเชื้อไข้ทรพิษผ่านไปแล้ว ไวรัสนี้จะหลบซ่อนตัวอยู่ในเซลล์ประสาทของไขสันหลังในสภาพที่ไม่สามารถมองเห็นได้จนกระทั่งเมื่อร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ไวรัสก็จะฟื้นตัวและเคลื่อนที่ตามเส้นประสาทมาสู่ผิวหนัง ทำให้เกิดโรคงูสวัดได้


ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคงูสวัด

แม้ว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะสามารถควบคุมไวรัส VZV ให้อยู่ในสภาพที่ไม่ทำให้เกิดอาการได้ในระยะยาว แต่ปัจจัยบางประการสามารถกระตุ้นให้ไวรัสฟื้นตัวออกมาและทำให้เกิดโรคงูสวัดได้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้แก่:

  1. อายุที่เพิ่มขึ้น:
  2. การมีอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ (อายุ 50 ปีขึ้นไป) ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดประสิทธิภาพในการต่อสู้กับการติดเชื้อ รวมทั้งไวรัส VZV การมีอายุที่มากขึ้นจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคงูสวัด
  3. ภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ:
  4. ภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากโรคต่างๆ เช่น โรค HIV หรือโรคมะเร็ง รวมถึงการใช้ยาที่กดภูมิคุ้มกัน เช่น สเตียรอยด์หรือยาต้านมะเร็ง ก็จะทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง ส่งผลให้ไวรัส VZV ฟื้นตัวได้ง่ายขึ้นและทำให้เกิดโรคงูสวัด
  5. ความเครียดและความวิตกกังวล:
  6. ความเครียดทางจิตใจและอารมณ์ เช่น ความวิตกกังวลหรือความเครียดที่เกิดจากปัญหาทางการเงิน ครอบครัว หรือการทำงาน เป็นปัจจัยที่สามารถกระตุ้นการฟื้นตัวของไวรัส VZV ได้
  7. การติดเชื้อหรือโรคที่รุนแรงอื่นๆ:
  8. การติดเชื้อบางชนิด เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือการมีภาวะขาดสารอาหารหรือโรคเรื้อรังที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ สามารถกระตุ้นการฟื้นตัวของไวรัสที่ซ่อนอยู่ในร่างกายได้
  9. การบาดเจ็บหรือการผ่าตัด:
  10. การบาดเจ็บรุนแรงหรือการผ่าตัดที่ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลงอาจกระตุ้นให้ไวรัสฟื้นตัวและทำให้เกิดโรคงูสวัด
  11. การใช้ยากดภูมิคุ้มกัน:
  12. การใช้ยา เช่น สเตียรอยด์หรือยาเคมีบำบัดที่ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง อาจทำให้ไวรัสฟื้นตัวได้ง่ายขึ้น


อาการของงูสวัด

อาการของโรคงูสวัดจะมีลักษณะที่เฉพาะเจาะจงและมักจะเริ่มจากอาการปวดที่เกิดขึ้นในบริเวณที่มีการติดเชื้อไวรัส ก่อนที่ผื่นจะปรากฏขึ้น โดยลักษณะอาการของโรคงูสวัดสามารถแบ่งออกเป็นหลายระยะดังนี้:

  1. ระยะเริ่มต้น:
  2. ผู้ป่วยมักจะรู้สึกเจ็บปวดหรือแสบร้อนในบริเวณที่ติดเชื้อ ซึ่งอาการเจ็บปวดนี้อาจเกิดขึ้นก่อนที่ผื่นจะปรากฏ 1-2 วัน อาการนี้มักมีลักษณะคล้ายการเสียวแปลบๆ หรือเจ็บเหมือนถูกทุบ
  3. ระยะผื่นปรากฏ:
  4. ผื่นจะเริ่มเกิดขึ้นในบริเวณที่ไวรัสฟื้นตัว โดยมักจะเกิดในบริเวณที่เส้นประสาทได้รับผลกระทบ เช่น บริเวณหน้าอก ท้อง หรือด้านข้างของร่างกาย ผื่นจะเริ่มเป็นตุ่มน้ำใสๆ ซึ่งจะค่อยๆ กลายเป็นหนองและแห้งในที่สุด หลังจากนั้นผื่นจะกลายเป็นสะเก็ด
  5. ระยะฟื้นตัว:
  6. ผื่นจะเริ่มแห้งและกลายเป็นสะเก็ด โดยทั่วไปแล้วผื่นจะหายไปในระยะเวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค
  7. ภาวะปวดหลังงูสวัด (Post-herpetic Neuralgia):
  8. ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดหลังจากที่ผื่นหายไปแล้ว ซึ่งภาวะนี้เรียกว่า "ปวดหลังงูสวัด" (Post-herpetic Neuralgia) โดยอาการปวดนี้สามารถอยู่ได้นานหลายเดือนหรือหลายปี และมักเกิดในผู้สูงอายุ


ภาวะแทรกซ้อนจากงูสวัด

แม้ว่าโรคงูสวัดส่วนใหญ่จะหายได้เองหลังจากการรักษาในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่ก็ยังมีภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้ในบางกรณี ซึ่งมีดังนี้:

  1. ปวดหลังงูสวัด (Post-herpetic Neuralgia):
  2. ภาวะปวดหลังงูสวัดเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อาการปวดจะคงอยู่ได้นานหลังจากที่ผื่นหายไป โดยผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บปวดหรือเสียวซ่านในบริเวณที่เคยเกิดผื่น ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี
  3. การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง:
  4. บริเวณผิวหนังที่มีการเกิดผื่นอาจได้รับการติดเชื้อแบคทีเรียเพิ่มเติม ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบและทำให้การฟื้นตัวของผื่นช้าลง
  5. การติดเชื้อที่ดวงตา (Ophthalmic Herpes Zoster):
  6. หากโรคงูสวัดเกิดขึ้นในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับตา (โดยเฉพาะการติดเชื้อในเส้นประสาทที่เกี่ยวข้องกับดวงตา) อาจทำให้เกิดการอักเสบที่ดวงตา หรือในกรณีรุนแรงอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้
  7. ภาวะทางประสาท:
  8. บางครั้งไวรัส VZV อาจทำลายเส้นประสาท ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะอัมพาตหรือสูญเสียความรู้สึกในบางส่วนของร่างกาย
  9. การติดเชื้อที่สมอง (Encephalitis):
  10. ในกรณีที่รุนแรงมาก ไวรัสอาจแพร่กระจายไปถึงสมองและทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบ (Encephalitis) ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายและอาจส่งผลให้เกิดอาการรุนแรงหรือการเสียชีวิตได้


การรักษาโรคงูสวัด

การรักษาโรคงูสวัดจะมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาอาการปวดและลดระยะเวลาของโรค การใช้ยาต่างๆ จะช่วยในการควบคุมอาการและลดการขยายตัวของไวรัส

  1. ยาต้านไวรัส:
  2. Acyclovir, Valacyclovir, Famciclovir เป็นยาต้านไวรัสที่สามารถลดระยะเวลาในการเป็นโรคและบรรเทาความรุนแรงของอาการ โดยยาจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อใช้ภายใน 72 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ
  3. ยาแก้ปวด:
  4. ใช้ยาปฏิชีวนะชนิดต่างๆ เช่น NSAIDs (เช่น ibuprofen) หรือ ยาพาราเซตามอล เพื่อลดอาการปวดและอักเสบ
  5. ยาแก้ปวดที่รุนแรง:
  6. ในบางกรณีที่มีอาการปวดรุนแรง อาจต้องใช้ยาที่มีฤทธิ์แรงขึ้น เช่น ยาสเตียรอยด์ (เพื่อลดการอักเสบ) หรือยาที่ช่วยบรรเทาอาการปวดแบบประสาท
  7. การรักษาภาวะแทรกซ้อน:
  8. หากเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา


การป้องกันงูสวัด
การป้องกันโรคงูสวัดสามารถทำได้ผ่านการฉีดวัคซีน วัคซีนซิงเกิลส์ (Shingrix) ซึ่งเป็นวัคซีนที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ VZV ในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป วัคซีนนี้สามารถช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคงูสวัดได้ถึง 90% และลดอาการปวดหลังจากการติดเชื้อ




สรุป

งูสวัดเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Varicella Zoster ที่หลบซ่อนในร่างกายหลังจากการติดเชื้อไข้ทรพิษ การกลับมาแสดงอาการในภายหลังจะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดและผื่นที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งการรักษาจะเน้นการบรรเทาอาการเจ็บปวดและการป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยการรักษาโดยเร็วและการใช้วัคซีนสามารถช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

FacebookLINE